เครือข่ายพนันและฟอกเงินด้วยคริปโตบน Telegram ยังดำเนินการต่อเนื่อง แม้ถูกทางการกวาดล้างแล้ว พบการใช้เทเทอร์(USDT)มูลค่ากว่า 602.38 พันล้านวอนภายใน 53 วัน
รายงานล่าสุดจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน บิทเทรซ(Bitrace) เผยให้เห็นเครือข่ายฟอกเงินและกิจกรรมพนันผิดกฎหมายที่ใช้ Telegram เป็นเครื่องมือหลักยังคงดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง แม้ภาครัฐจะมีมาตรการลงโทษไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยพบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีการรับ–จ่ายเทเทอร์(USDT)ประมาณ 414 ล้านเหรียญ หรือราว 602.38 พันล้านวอน ภายในเวลาสั้นเพียง 53 วันเท่านั้น
ตามรายงานของบิทเทรซ องค์กรเหล่านี้ใช้ฟีเจอร์เอสโครว์(Escrow)บน Telegram ในการสร้างความน่าเชื่อถือเป็นฉากหน้า แต่เบื้องหลังกลับเป็นการ ‘ซ่อน’ เส้นทางการเงินผ่านรูปแบบที่ปลอดจากการควบคุมของระบบรวมศูนย์ โดย ‘ลักษณะไร้ศูนย์กลาง’ และ ‘ความนิรนาม’ ของแพลตฟอร์มถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
ระบบยังคงเคลื่อนไหวบนเครือข่ายเดิมที่ถูกเชื่อว่าถูกปิดตัวลงแล้ว รายงานของบิทเทรซชี้ว่ามีคริปโตวอลเล็ตหลัก 3 แห่งที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ‘วอลเล็ต Huione Telegram’, ‘วอลเล็ต Wangbo’ และ ‘HWZF’ โดยถึงแม้บางวอลเล็ตดูเหมือนจะถูกยุติบริการไปแล้ว แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มพนันที่เชื่อมโยงกลับยังคงดำเนินการได้ปกติ เพราะทำธุรกรรมผ่าน Telegram mini-app ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ฝากและถอนเงินโดยไม่ต้องไปผ่านแพลตฟอร์มคริปโตภายนอก
แพลตฟอร์มเหล่านี้ยังมีการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการชำระเงินด้วยคริปโต ซึ่งทำให้สามารถปิดจบวงจรธุรกรรมทั้งหมดบน Telegram ได้ทันที ‘ความเห็น’จากผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าระบบเช่นนี้กำลังถูกพัฒนาให้ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ และเสี่ยงต่อการใช้ในกิจกรรมอาชญากรรม
ระหว่างช่วงเวลาการเฝ้าสังเกต 53 วัน บิทเทรซพบว่า มีเทเทอร์(USDT)มูลค่าประมาณ 900 ล้านเหรียญ หรือเกือบ 131 พันล้านวอน ถูกโอนเข้าไปยังแพลตฟอร์มซื้อขายกลาง เช่น ไบแนนซ์(Binance), โอเคเอ็กซ์(OKX) และ HTX โดยตรง โดยไม่ผ่านขั้นตอนตรวจสอบหรือตัวกลาง ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านการกำกับดูแล
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ วอลเล็ต Wangbo และบริการจ่ายเงิน HuionePay ใช้ระบบหลังบ้านเดียวกัน ทำให้เงินของผู้ใช้งานทั้งหมดถูกรวมไว้ใน pool เดียวกัน ส่งผลให้ติดตามต้นทางและปลายทางของธุรกรรมเป็นไปได้ยาก และแทบไม่ถูกตรวจพบโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
แม้จะถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมหาศาลถึง 15 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 21.8 ล้านล้านวอน เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา แต่เครือข่ายของกลุ่ม Huione กลับสามารถฟื้นตัวได้อีกครั้ง โดยเปลี่ยนชื่อแพลตฟอร์มจาก ‘Huione Guarantee’ มาเป็น ‘Haowang Guarantee’ ก่อนที่จะถูกปิดลงอีกในเดือนพฤษภาคม 2024 ล่าสุด พบว่าเครือข่ายผู้ใช้งานได้ย้ายไปยังแพลตฟอร์มใหม่ใน Telegram ที่ชื่อว่า ‘Tudou Guarantee’ ซึ่ง ‘ใช้โครงสร้างเดิมทุกประการ’
จากข้อมูลของสมาคมนักข่าวสอบสวนสากล(ICIJ) และเอลลิปติก(Elliptic) พบว่า แม้จะมีบทลงโทษ กิจกรรมการฟอกเงินในเครือข่ายนี้ยังไม่ชะงัก โดยมีมูลค่าการโอนเงินข้ามแพลตฟอร์มผ่านตลาดแลกเปลี่ยนในระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์จากกลางปี 2024 ถึงกลางปี 2025
บิทเทรซวิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนชื่อและนำโครงสร้างเดิมกลับมาใช้ใหม่ ไม่ได้ตัดตอนเครือข่ายอาชญากรรมที่แท้จริง และแม้จะปิดแพลตฟอร์มหรือวอลเล็ตบางส่วนลงไป กระแสเงินก็ยังดำเนินต่อในระบบที่มีความเชื่อมต่อระหว่าง ‘แพลตฟอร์ม’, ‘วอลเล็ต’ และ ‘ตลาดแลกเปลี่ยน’ อย่างไร้รอยต่อ
“ความคิดเห็น”จากบิทเทรซระบุว่า การจัดการแบบแยกส่วนต่อแพลตฟอร์มหรือกระเป๋าเงินแต่ละแห่งไม่เพียงพอ ทางออกที่จะสามารถยับยั้งกิจกรรมผิดกฎหมายนี้ได้จริง คือต้องยกระดับกฎการกำกับดูแลในระดับตลาดซื้อขาย และมีระบบตรวจสอบเงินแบบเรียลไทม์ที่สามารถติดตามต้นทาง–ปลายทางของธุรกรรม
กรณีนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการอุดช่องโหว่ของกฎหมายและสร้างระบบติดตามที่แข็งแรง เพราะแม้จะมีการลงโทษระดับสูง เครือข่ายผิดกฎหมายที่ใช้ *คริปโตเคอร์เรนซี* ยังสามารถปรับตัวและทำงานต่อได้อย่างแนบเนียน
ความคิดเห็น 0