ทางการสหรัฐฯ ยืนยันการยึดทรัพย์จาก 'เฮลิกซ์' บริการมิกเซอร์บิตคอยน์(BTC) มูลค่ากว่า 5,765 พันล้านบาท หลังใช้ซ่อนเงินผิดกฎหมายในยุคแรกของคริปโตอย่างเป็นทางการ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐย้ำว่าการดำเนินคดีกรณีนี้เป็นหนึ่งในแบบอย่างของการจัดการอาชญากรรมจากบล็อกเชนที่ซับซ้อนที่สุด และใช้เวลานานเกือบ 4 ปีในการบังคับใช้กฎหมายทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์เหล่านี้มาเป็นของภาครัฐเสร็จสมบูรณ์
เมื่อวันที่ 25 (เวลาท้องถิ่น) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ(DOJ) ระบุว่า ศาลแขวงในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ออกคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ ‘เฮลิกซ์(Helix)’ โดยเป็นการยืนยันคำสั่งขั้นสุดท้ายในการยึดคริปโตเคอร์เรนซี, อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ จากผู้ก่อตั้งอย่างแลร์รี ฮาร์มอน(Larry Harmon) อย่างเป็นทางการ
‘เฮลิกซ์’ ซึ่งให้บริการระหว่างปี 2014 ถึง 2017 เคยเป็นหนึ่งในบริการ ‘มิกเซอร์คริปโต’ รายแรกของโลก ซึ่งถูกใช้เพื่อหลบเลี่ยงเส้นทางการเงินโดยการรวมและแยกธุรกรรมของผู้ใช้ ส่งผลให้ไม่สามารถติดตามต้นทางของบิตคอยน์ได้ โดยเฮลิกซ์มีความเกี่ยวข้องกับตลาดมืดที่ใช้ซื้อขายยาเสพติดและกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอื่น ๆ บนดาร์กเว็บ
ข้อมูลจากทางการระบุว่าในช่วงเวลาที่ดำเนินกิจการ เฮลิกซ์เคยฟอกเงินผ่านการหมุนเวียนคริปโตมากกว่า 354,000 บิตคอยน์ หรือประมาณ 4.3 พันล้านบาทตามมูลค่าในขณะนั้น โดยฮาร์มอนยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ‘แกรมส์(Grams)’ เครื่องมือค้นหาตลาดดาร์กเว็บ และร่วมพัฒนาบริการที่เอื้อให้ผู้ใช้สามารถฟอกเงินผ่าน API ของมิกเซอร์ เชื่อมต่อกับไซต์ผิดกฎหมายโดยตรง
ท่าทีล่าสุดของทางการเกี่ยวกับคดีนี้ บ่งชี้ถึงความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายในวงการคริปโต โดยแม้ว่าฮาร์มอนจะถูกจับตั้งแต่ปี 2020 และให้การรับสารภาพในปีถัดมา กลับใช้เวลานานถึง 4 ปีในการดำเนินการฟ้องและยึดทรัพย์จนสิ้นสุด เขาได้รับการลดโทษจากโทษจำคุก 3 ปี เนื่องจากให้ความร่วมมือ รวมถึงการให้ข้อมูลในคดีของ ‘บิตคอยน์ฟ็อก(Bitcoin Fog)’ มิกเซอร์ชื่อดังอีกแห่ง ซึ่งลือกันว่าดำเนินการโดยโรมัน สเตอร์ลิงอฟ(Roman Sterlingov)
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ กรณี ‘เฮลิกซ์’ ถือเป็นสัญญาณเตือนต่อบริการมิกเซอร์ในตลาดว่ากำลังตกอยู่ภายใต้การเพ่งเล็งของหน่วยงานกำกับมากขึ้น แม้มิกเซอร์จะมีบทบาทในการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ แต่การใช้งานในทางอาชญากรรมกลับเป็นภาพลักษณ์หลักที่อยู่ในสายตาของภาครัฐ
จากบทเรียนในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าความโปร่งใสที่เป็นจุดเด่นของบล็อกเชน ทำให้สามารถย้อนรอยธุรกรรมแม้นานหลายปีได้ และการฟอกเงินผ่านบริการมิกเซอร์ไม่ใช่ช่องทางที่ปลอดภัยอีกต่อไป ‘คำสำคัญ’ อย่างการบังคับใช้และตรวจสอบทางกฎหมายได้กลายเป็นคำตอบของหน่วยงานรัฐที่ต้องการสร้างสมดุลระหว่าง “ความเป็นส่วนตัว” กับ “ความโปร่งใส”
ความคิดเห็น: เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นกรณีตัวอย่างของการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจนต่อทั้งผู้ให้บริการและนักลงทุนว่า ‘การหลีกเลี่ยงกฎ’ จะไม่สามารถอยู่รอดในพื้นที่สาธารณะของคริปโตได้อีกต่อไป ความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎหมายกำลังกลายเป็น ‘มาตรฐานใหม่’ ที่กระตุ้นนโยบายกำกับและส่งเสริมความน่าเชื่อถือให้แก่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก
ความคิดเห็น 0