**ทองคำพุ่งแรงกดดันบิตคอยน์…“ทองคำดิจิทัล” ยังเป็นเพียงสินทรัพย์เสริม**
ในขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่า นักลงทุนจำนวนมากหันไปลงทุนใน ‘ทองคำ’ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บิตคอยน์(BTC) แม้ยังอยู่ในพอร์ตของนักลงทุน แต่เริ่มถูกมองว่าเป็น ‘สินทรัพย์เสริม’ ไม่ใช่ ‘ทางเลือกแทนทองคำ’ อย่างที่เคย
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งขึ้นราว 90% ทะลุระดับ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 769,000 บาท) ในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ตามข้อมูลของ Bloomberg ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สินทรัพย์ ‘โทเคนทองคำ’ กลายเป็นจุดสนใจในตลาดคริปโต นักลงทุนในโลกดิจิทัลเริ่มเดินรอยเดียวกับนักลงทุนแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการถือครอง ‘ทองคำแบบโทเคนบนบล็อกเชน’
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เทเธอร์ โกลด์(XAUt) ที่ออกโดยบริษัทเทเธอร์ โดยระบุว่ามีมูลค่าตลาดทะลุ 2.2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 31,944 ล้านบาท) และครองส่วนแบ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดโทเคนทองคำทั้งหมด ปัจจุบันมี XAUt โทเคนหมุนเวียนอยู่ 520,089 โทเคน ซึ่งแต่ละโทเคนได้รับการสนับสนุนด้วยทองคำจริง 1 ออนซ์ ‘คำสำคัญ’ การเพิ่มขึ้นนี้สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่อภาวะเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของดอลลาร์
แม้บิตคอยน์(BTC) จะยังได้รับความนิยมในฐานะสินทรัพย์ลงทุน แต่ไม่สามารถประคองสถานะในฐานะ ‘ทองคำดิจิทัล’ ได้อย่างโดดเด่นเหมือนในอดีต ปัจจุบันเหรียญคริปโตอันดับหนึ่งของโลกนี้มักถูกรวมเข้ากับทองคำในพอร์ตเพื่อการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการทดแทนโดยสมบูรณ์
บริษัทจัดการสินทรัพย์อย่างบิตไวส์ (Bitwise) ได้เปิดตัวกองทุน ETF ชื่อ Bitwise Profisio Currency Decline ETF (BPRO) บนตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก โดยรวมการลงทุนทั้งในบิตคอยน์ ทองคำ และหุ้นเหมืองแร่ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือรับมือกับการลดลงของอำนาจซื้อของสกุลเงินรวมถึงดอลลาร์ ‘ความคิดเห็น’ ชี้ว่าการสร้างกองทุนแบบผสมนี้ สะท้อนว่าตลาดกำลังมองบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยโดยตัวมันเอง
**ตลาดการเงินดั้งเดิมเดินหน้าผนวกโลกคริปโต**
ไม่เพียงทองคำหรือบิตคอยน์เท่านั้นที่ได้รับความสนใจ ระบบการเงินดั้งเดิมก็กำลังรุกคืบเข้าสู่โลกสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ล่าสุด บริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ของโลกอย่างฟิเดลิตี้ เริ่มเตรียมออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ของตนเองในชื่อ ‘ฟิเดลิตี้ ดิจิทัล ดอลลาร์ (FIDD)’ ซึ่งถูกออกแบบให้สอดคล้องกับร่างกฎหมาย ‘GENIUS Act’ ที่สภาคองเกรสสหรัฐฯกำลังผลักดัน
FIDD มีเป้าหมายเพื่อใช้ในระบบการชำระเงินแบบเรียลไทม์และสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ฟิเดลิตี้เชื่อว่าเหรียญนี้จะไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเงินเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโลกดิจิทัลเข้ากับเศรษฐกิจจริงได้อย่างกลมกลืน
ในฝั่งเอเชีย แพลตฟอร์มคริปโต ‘เรเซอร์ ดิจิทัล’ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มโนมูระในญี่ปุ่น ได้ยื่นคำขอใบอนุญาตธนาคารทรัสต์ระดับชาติจากสำนักงานควบคุมการเงินสหรัฐฯ(Office of the Comptroller of the Currency: OCC) หากได้รับการอนุมัติ จะสามารถให้บริการคริปโตทั้งในด้านการดูแลทรัพย์สิน (custody) และการซื้อขายแบบสปอตทั่วทั้งสหรัฐฯ โดยไม่ต้องยื่นขอใบอนุญาตแยกรายรัฐอีกต่อไป ซึ่งแสดงถึงการเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่าง ‘การเงินดั้งเดิม’ และ ‘ระบบการเงินดิจิทัล’
**บิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยถูก ‘นิยามใหม่’**
ยิ่งตลาดปั่นป่วนมากเท่าใด นักลงทุนก็ยิ่งมองหาสินทรัพย์ที่มั่นคงมากขึ้น ซึ่งในวิกฤตล่าสุด ได้ชัดเจนว่าทองคำยังคงครองความนิยมสูงสุด อย่างไรก็ตาม บทบาทของบิตคอยน์ได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน
ในวันนี้ บิตคอยน์ไม่ได้ถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแบบเอกเทศอีกต่อไป แต่เป็น ‘สินทรัพย์เสริม’ ที่ใช้ร่วมกับทองคำเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง หลักฐานคือการเติบโตของโทเคนทองคำและผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ผสมผสานคริปโตกับทองคำในกองทุนเดียวกัน สะท้อนถึงพฤติกรรมของตลาดที่ยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบใหม่
เพื่อให้สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์ถูกยอมรับในฐานะ ‘สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างแท้จริง’ ยังจำเป็นต้องใช้เวลา ‘คำสำคัญ’ แต่ตลาดก็เริ่มเคลื่อนไหวในทิศทางนั้นอย่างต่อเนื่อง
ความคิดเห็น 0