บิตคอยน์(BTC) ร่วงต่ำสุดในรอบ 9 เดือน เหลือเพียง 74,500 ดอลลาร์ หรือราว 1,083,000 บาท เมื่อวันที่ 2 โดยไม่สามารถยืนเหนือแนวรับทางจิตวิทยาที่ 80,000 ดอลลาร์ได้อย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตลาดคริปโตเริ่มสั่นคลอน การปรับฐานราคาครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นมากกว่าความผันผวนทั่วไป เนื่องจากได้เผยให้เห็นถึง ‘ช่องโหว่เชิงโครงสร้าง’ ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวในอนาคต
การดิ่งลงของบิตคอยน์ในครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับความผันผวนในตลาดสินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างหุ้นสหรัฐและทองคำ ซึ่งถูกกดดันจากความกังวลด้านอัตราดอกเบี้ยและความแข็งค่าของดอลลาร์ นอกจากนี้ กระแสคาดการณ์ว่า เควิน วอช(Kevin Warsh) อาจได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเฟดคนใหม่ ยิ่งเร่งให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยคริปโตเคลื่อนที่ คริปโตควอนท์(CryptoQuant) ระบุว่า มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาซื้อขายจริงของบิตคอยน์ (Realized Cap) แทบไม่ขยับตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าตลาดยังไม่มีเม็ดเงินใหม่เข้ามา และนักลงทุนเดิมเริ่มขายทำกำไร ความเคลื่อนไหวนี้ได้กลายเป็นภาพสะท้อนว่า ‘การเพิ่มขึ้นของราคาที่ผ่านมา’ อาจไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของการเติบโตที่ยั่งยืน
ขณะเดียวกัน บริษัทลงทุนรายใหญ่ที่เน้นถือบิตคอยน์อย่าง สเตรเทจี(Strategy) ก็เผชิญความท้าทาย โดยราคาตลาดร่วงลงต่ำกว่าราคาซื้อเฉลี่ยที่ 76,037 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้ใช้สินทรัพย์ดังกล่าวเป็นหลักประกัน จึงหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการถูกบังคับขายได้ในระยะสั้น
ในมุมของนักลงทุนเชิงอนุรักษ์นิยม บางส่วนมองว่านี่อาจเป็น ‘โอกาสซื้อระยะยาว’ โดย โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง ‘พ่อรวยสอนลูก’ ได้ชี้ว่า บิตคอยน์ในขณะนี้ถูกตีราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 15 ปีราว 35% และมีการวิเคราะห์ว่าภายในกลางปี 2026 ราคาอาจกลับขึ้นสู่ระดับ 113,000 ดอลลาร์ หรือราว 1,643,000 บาท
ในด้านเทคนิค ข้อมูลจากเทรดดิ้งวิว(Tradingview) แสดงให้เห็นว่าบิตคอยน์ได้หลุดแนวรับฟีโบนักชี 0.236 ที่ 78,400 ดอลลาร์ลงมาแล้ว โดยแนวรับถัดไปอยู่ที่ 74,666 ดอลลาร์ ถ้าหากระดับดังกล่าวแตกลงต่อ อาจเห็นการร่วงลงไปแถว 70,837 ดอลลาร์
ค่า RSI หรือดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ อยู่ในโซน ‘ขายมากเกิน’ ที่ระดับ 28 ซึ่งอาจนำไปสู่แรงซื้อกลับในระยะสั้น แต่ราคายังถูกกดทับอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ย EMA 50 วัน และ SMA 200 วัน ซึ่งชี้ว่าสถานการณ์รีบาวด์ยังไม่ชัดเจน ท่ามกลางนี้ หากราคาสามารถยืนเหนือ 74,700 ดอลลาร์ได้ ก็อาจมีโอกาสฟื้นตัวเข้าหาเป้าหมายสั้นที่ 80,700 ดอลลาร์ โดยมีระดับตัดขาดทุนหรือ ‘Stop Loss’ ที่ 72,000 ดอลลาร์
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเชื่อว่า ความเปราะบางที่แสดงออกในครั้งนี้ไม่ใช่สัญญาณการพักฐานแบบปกติ แต่คือการตอกย้ำว่า ‘โครงสร้างของตลาด’ ยังไม่แข็งแรงเพียงพอ การขาดแคลนเม็ดเงินใหม่จากนักลงทุนรายใหญ่ กำลังทำให้ตลาดไร้สภาพคล่องในทันที ตัวชี้วัดสำคัญต่อไปจึงอยู่ที่ยอดเงินไหลเข้ากองทุน ETF และเสถียรภาพของ Realized Cap ว่าจะสามารถพลิกกลับมาเติบโตได้หรือไม่
อีกด้านหนึ่ง กระแสพัฒนาโครงการบนบล็อกเชนบิตคอยน์เริ่มได้รับความสนใจ โดยเฉพาะโครงการ ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์(Bitcoin Hyper)’ ที่กำลังเร่งแผนพัฒนาผ่านการผนึกกำลังกับโซลานา(SOL) จุดเด่นของบิตคอยน์ ไฮเปอร์คือการเติมเต็มฟังก์ชันที่บิตคอยน์ดั้งเดิมไม่มี อาทิ สมาร์ตคอนแทรกต์, แอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (dApps) และการรองรับมีมคอยน์
โครงการดังกล่าวผ่านการตรวจสอบจากบริษัทสอบบัญชี ‘คอนซัลท์(Consult)’ และทำยอดขายล่วงหน้าไปแล้วกว่า 31.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 456 ล้านบาท ด้วยราคาเหรียญเพียง 0.013665 ดอลลาร์ (ประมาณ 19.8 บาท) ทำให้นักลงทุนบางส่วนคาดหวังการเติบโตจากระดับราคานี้
บิตคอยน์ ไฮเปอร์จึงถูกมองว่าเป็นสะพานที่เชื่อมคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของบิตคอยน์แบบดั้งเดิมเข้ากับความเร็วและต้นทุนการใช้งานที่ต่ำ มิติใหม่นี้อาจช่วยเปลี่ยนภาพจำของบิตคอยน์ จากสินทรัพย์ที่เน้นเก็บไว้ลงทุน มาเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถพัฒนาแอปและบริการได้อย่างกว้างขวาง ซึ่ง ‘ความคิดเห็น’ บางส่วนชี้ว่า อนาคตของบิตคอยน์ไม่ได้ขึ้นกับราคาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงศักยภาพในการรองรับนวัตกรรมใหม่ด้วย
ความคิดเห็น 0