ราคาของอีเธอเรียม(ETH)ปรับตัวลดลงกว่า 28% ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ ส่งผลให้บรรยากาศในตลาดแปรเปลี่ยนสู่ความระมัดระวังอย่างรุนแรง ข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์ยังสะท้อนความกังวลนี้อย่างเด่นชัด โดยอัตราค่าธรรมเนียมระดมทุน (Funding Rate) ติดลบ แสดงให้เห็นถึงการเปิดสถานะ ‘ขาย’ ของนักลงทุนเพิ่มขึ้น แม้บางรายมองว่านี่อาจเป็นโอกาสในการซื้อเมื่อราคาลงต่ำ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายกลับเตือนว่า ปัจจัยพื้นฐานของตลาดในขณะนี้ยังไม่เอื้อให้มองเป็น ‘สัญญาณซื้อ’
เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม ราคาของอีเธอเรียมเคยร่วงแตะระดับ 2,110 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3.06 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการปรับตัวลดลงถึง 28% ภายในสัปดาห์เดียว ขณะที่ บิตคอยน์(BTC) ลดลง 17%, บีเอ็นบี(BNB) 14% และทรอน(TRX) 4% ในช่วงเวลาเดียวกัน ผลกระทบดังกล่าวยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงนักลงทุนในตลาดทุนสหรัฐเช่นกัน โดยดัชนีแนสแด็กซึ่งเน้นกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี ร่วงลงไป 1.4% สะท้อนความกลัวต่อความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนบางส่วนถึงกับโยกเงินไปสู่เงินสดและพันธบัตรระยะสั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวน
ตลาดฟิวเจอร์สของอีเธอเรียมเองก็กำลังเผชิญแรงกดดัน โดย Funding Rate ของสัญญา Futures แบบ perpetual กลับสู่แดนลบ หมายความว่าผู้ที่ถือสถานะขายต้องชำระค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาการเก็งกำไรต่อไป ปกติแล้วปรากฏการณ์นี้ถือเป็น ‘สัญญาณเตือน’ ของความเชื่อมั่นที่ลดลงในตลาด
อีกหนึ่งสัญญาณลบที่ตลาดกำลังเผชิญคือ ‘การไหลออกของเงินทุน’ จากกองทุน ETF ที่อ้างอิงกับอีเธอเรียมเป็นหลัก รายงานระบุว่า ภายในเวลาเพียง 5 วัน เงินทุนกว่า 447 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6,487 ล้านบาท ได้ถูกถอนออกจากกองทุน ETF อีเธอเรียม แม้จะยังมีบริษัทบางแห่งอย่าง บิทมายน์ อีเมอร์เจนซ์, ชาเพลิงค์ และอีเธอร์แมชชีน เดินหน้าซื้อสะสมอยู่ แต่กระแสความต้องการในภาพรวมกำลังลดลง
ด้านกิจกรรมบนเครือข่ายเองก็ไม่ต่างกัน โดยข้อมูลในเดือนมกราคมพบว่า ปริมาณการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม DeFi ที่อยู่บนเครือข่ายอีเธอเรียมลดลงมาอยู่ที่ 52.8 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 76.7 ล้านบาท ลดลงเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับตัวเลขสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ในเดือนตุลาคม 2025 ที่ 98.9 พันล้านดอลลาร์ ปัจจัยนี้ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการใช้งานบนเครือข่าย และการเผาเหรียญ ETH ลดลงตามไปด้วย ทำให้แรงกดดันต่อฝั่งอุปทานเพิ่มขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง การที่วิตาลิก บูเตอริน ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม ตัดสินใจขาย ETH มูลค่าประมาณ 2.3 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 33.3 ล้านบาท ยิ่งเพิ่มความระแวงให้กับนักลงทุน แม้ว่าจุดประสงค์ของเขาจะเพื่อระดมทุนบริจาคให้กับโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านความมั่นคงและฮาร์ดแวร์โอเพนซอร์ส มูลค่ารวมกว่า 45 ล้านดอลลาร์ก็ตาม
ความอ่อนแอยังปรากฏชัดในตลาดอนุพันธ์ ซึ่งเพิ่งเกิดการบังคับขาย (Forced Liquidation) จำนวนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.9 หมื่นล้านบาท ภายในวันเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นการปิดสถานะซื้อ สะท้อนถึงความไม่มั่นใจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
‘มุมมองผู้เชี่ยวชาญ’ ในตลาดส่วนใหญ่ชี้ว่า การปรับตัวลงต่อเนื่องของ Funding Rate ผนวกกับการไหลออกของ ETF ล้วนเป็น ‘แรงขาย’ ที่กดความต้องการลงทุนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไม่อาจแปลความได้ว่าเป็นช่วงเวลาฟื้นตัวของราคา
ในกรอบระยะ 30 วันล่าสุด อีเธอเรียมมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดคริปโตโดยรวมถึงราว 10% ตอกย้ำสถานะ ‘ผลงานย่ำแย่’ ของเหรียญนี้เมื่อเทียบกับสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ผลประกอบการที่ย่ำแย่ของหุ้นเทคโนโลยี บวกกับความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและเงิน เพิ่มขึ้น ก็ยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศของการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในตลาด
แม้จะมีแรงซื้อที่พยายามเข้ามาแสวงหาจุดต่ำสุดในท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า *การเข้าซื้อในช่วงราคาร่วงอย่างหนักโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ* โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Funding Rate ติดลบถือเป็น ‘สัญญาณ’ ว่าความต้องการเปลี่ยน ETH เป็นเงินสดยังคงมีสูง ซึ่งอาจแปลความได้ว่าแนวโน้มขาลงของอีเธอเรียมยังไม่สิ้นสุด
ความคิดเห็น 0