**ไมโครซอฟท์เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรม AI สู่ยุคใหม่ของการทำงานแบบดิจิทัล**
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไมโครซอฟท์(MSFT) ซาเทีย นาเดลลา(Satya Nadella) เน้นย้ำถึงบทบาทของ ‘เอไอแบบสร้างสรรค์’ ที่จะเข้ามายกระดับการทำงานในยุคใหม่ โดยเขาระบุว่า ในยุคที่เอไอรวมอยู่ในทุกมิติของการใช้งานคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องมี ‘อุปมาใหม่’ สำหรับประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ต่างไปจากเดิม พร้อมเปรียบเทียบพลังของเอไอว่าเทียบเท่าการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่เช่นเดียวกับตอนที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเริ่มเข้ามามีบทบาท
ในบทสัมภาษณ์ล่าสุด นาเดลลาระบุว่า เครื่องมือเขียนโค้ดได้วิวัฒนาจากฟังก์ชันแนะนำแบบพื้นฐาน ไปสู่บทสนทนา, การสั่งงาน และล่าสุดพัฒนาเป็นเอเจนต์อัตโนมัติเต็มรูปแบบ ซึ่งช่วยเพิ่ม ‘ความสามารถในการผลิต’ และ ‘ประสิทธิภาพ’ ของแรงงานความรู้ให้สูงขึ้นอย่างมาก เขาชี้ว่า ‘หน้าต่าง-เมาส์-คีย์บอร์ด’ ที่เราใช้กันมาเนิ่นนานนั้น ไม่สามารถอธิบายประสบการณ์การใช้งานในยุคเอไอได้อีกต่อไป
นาเดลลาได้นำเสนอแนวคิด ‘การมอบหมายงานระดับใหญ่ (Macro Delegation)’ และ ‘การขโมยความคิดย่อยๆ (Micro Stealing)’ ว่าเป็นกรอบการทำงานที่เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน โดยมนุษย์จะมุ่งเน้นสิ่งที่ซับซ้อนและสร้างสรรค์ ส่วนงานที่ซ้ำซ้อนหรือดำเนินการด้วยขั้นตอนได้จะมอบหมายให้ ‘เอเจนต์เอไอ’ รับผิดชอบ แนวคิดนี้เปิดทางให้ระบบสามารถประมวลผลพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านยุทธศาสตร์ ไมโครซอฟท์กำลังพัฒนาโครงการ ‘Agent 365’ เพื่อสร้าง ‘ตัวตนดิจิทัล’ ให้กับเอไอ โดยมีเป้าหมายให้ดิจิทัลเอเจนต์สามารถร่วมมือกับพนักงานมนุษย์ภายในองค์กรได้อย่างสมจริง เท่ากับเป็นการขยายบทบาทของ ‘พนักงานดิจิทัล’ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสายงานธุรกิจโดยตรง
นาเดลลายังระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ ‘ผู้สร้างแบบฟูลสแต็ก (Full-stack builder)’ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เอไอเร่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของแรงงานความรู้ แทนที่กระบวนการทำงานแบบแบ่งแยกหน้าที่ในอดีต ตอนนี้งานทั้งโปรเจกต์อาจทำได้โดยบุคคลหรือทีมที่ใช้เอไอบูรณาการในแต่ละขั้นตอน ทั้งหมดนี้สะท้อนถึง ‘การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต’ ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคพีซี
ในสภาพแวดล้อมที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีทวีความรุนแรงขึ้น นาเดลลาย้ำว่า ‘ความเร็ว’ และ ‘ความยืดหยุ่น’ คือหัวใจของความอยู่รอด โดยระบุว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะมีผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้นทุกๆ 10 ปี เเละสิ่งนี้คือปัจจัยกระตุ้นนวัตกรรมอย่างแท้จริง
เขายังชี้ให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างลึกซึ้งในอุตสาหกรรม และการขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วทั้งระบบนิเวศของธุรกิจ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้าง ‘คุณค่าทางเศรษฐกิจ’ ที่แท้จริง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เปราะบางอย่างการแพทย์และการเงิน
เมื่อกล่าวถึง ‘กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่’ หรือ ‘Global South’ นาเดลลาคาดการณ์ว่า หากกลุ่มประเทศเหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้เอไอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของบริการภาครัฐ พวกเขาจะมีโอกาสเห็นการเติบโตของ GDP อย่างชัดเจน เขายังกล่าวด้วยว่า การขยายอิทธิพลของเทคโนโลยีไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘ส่วนแบ่งตลาด’ เท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถในการสร้าง ‘เอ็กโคซิสเต็ม’ ที่มีชีวิต ซึ่งเปิดทางให้บริษัทใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ทั่วโลก
ไมโครซอฟท์ยังเดินหน้าสร้าง ‘โทเคนแฟคทอรี’ บนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์อย่างแอชเชอร์(Azure) โดยเชื่อว่าแนวโน้มของโลกจะเปลี่ยนไปสู่สภาพแวดล้อมที่มี ‘โมเดลเอไอหลากหลาย’ เข้ามาทำงานร่วมกันในแอปพลิเคชันเดียว เช่นเดียวกับที่บริษัทต่างๆ ใช้ฐานข้อมูลหลากหลายรูปแบบในอดีต
เขายังกล่าวอีกว่า โมเดลภาษาใหญ่ (Large Language Model หรือ LLM) จะกลายเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่ทุกองค์กรสามารถเข้าถึงได้เหมือนฐานข้อมูล และการใช้งานที่มีประสิทธิภาพคือการที่เอไอสามารถเรียนรู้ ‘ความรู้เชิงประสบการณ์’ ที่ซ่อนอยู่ในองค์กรได้จริง จุดนี้จะกลายเป็นขีดความสามารถที่สร้างความแตกต่างในอุตสาหกรรม
นาเดลลามองว่าการนำเอไอเข้าสู่องค์กรต้องดำเนินทั้งจาก ‘ระดับผู้บริหาร’ และ ‘ระดับปฏิบัติการ’ ไปพร้อมกัน โดยยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ Word และ Excel ที่ประสบความสำเร็จจากการขยายตัวแบบธรรมชาติในองค์กร
เอไอจึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังเป็น ‘แรงขับเคลื่อน’ ที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต และการปรับตัวอย่างมีกลยุทธ์ในทุกระดับขององค์กรและประเทศ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคใหม่นี้ ‘ความคิดเห็น’: แรงกดดันที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง จึงไม่ได้มาจากแค่คู่แข่ง แต่ยังมาจากความคาดหวังของทั้งตลาด แรงงาน และผู้ใช้อีกด้วย
ความคิดเห็น 0