ภาษีคริปโตในสหรัฐกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในปี 2025 เมื่อกรมสรรพากรสหรัฐ(IRS) เตรียมบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ที่ทำให้ผู้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีต้องเผชิญกับกระบวนการรายงานภาษีที่ ‘ซับซ้อนมากขึ้น’ โดยเฉพาะการใช้งานเหรียญที่เน้นความเป็นส่วนตัวอย่างโมเนโร(XMR) และการจัดเก็บสินทรัพย์ผ่านหลายกระเป๋าเงิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาระหน้าที่ในการแสดงหลักฐานเมื่อถูกรับการตรวจสอบ
ลอรา วอลเตอร์ ผู้ก่อตั้ง ‘Crypto Tax Girl’ บริษัทบัญชีที่เชี่ยวชาญด้านภาษีคริปโตรายแรกของสหรัฐ ให้ความเห็นว่าเหรียญที่เน้นความเป็นส่วนตัวอย่าง ‘โมเนโร’ ทำให้ผู้เสียภาษีต้องพิสูจน์ธุรกรรมด้วยตัวเองในกรณีที่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากหน่วยงานภาษีไม่สามารถตรวจสอบธุรกรรมบนบล็อกเชนเหล่านี้ได้โดยตรง “แม้ธุรกรรมจะไม่ปรากฏในแบบฟอร์ม 1099-D A ก็ยังถือว่าเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี” เธอกล่าวเพิ่มเติม
ภายใต้กฎใหม่ กรมสรรพากรจะใช้แบบฟอร์มรายงานธุรกรรมคริปโตใหม่ชื่อว่า ‘1099-D A’ ซึ่งกำหนดให้มีการรายงานยอดขายรวมจากแพลตฟอร์ม แต่ *ไม่ได้รวมต้นทุนการซื้อขาย* ทำให้ผู้เสียภาษีต้องรับหน้าที่ในการคำนวณกำไรด้วยตนเองอย่างแม่นยำ ปัญหาคือแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ ‘ไม่ได้เก็บต้นทุนย้อนหลัง’ ผู้ลงทุนจึงจำเป็นต้องย้อนรอยธุรกรรมกลับไปหลายปีสำหรับการประเมินค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ IRS ยังจะบังคับใช้หลักการ ‘บัญชีแยกตามกระเป๋าเงิน (wallet-by-wallet accounting)’ แทนการใช้สูตรเฉลี่ยแบบรวมเหมือนในอดีต กล่าวคือ แต่ละกระเป๋าเงินต้องถูกรายงานต้นทุนและกำไรต่างหาก เพิ่มทั้งความยุ่งยากและความเสี่ยงในการคำนวณผิดพลาด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาระภาษีที่มากขึ้น
แม้จะมีกฎใหม่ที่เข้มข้นขึ้น แต่ผู้ลงทุนยังสามารถใช้กลยุทธ์บัญชีต่างๆ เพื่อจัดการภาษีได้ เช่น HIFO (ขายเหรียญที่มีราคาซื้อสูงที่สุดก่อน), FIFO หรือ LIFO โดย HIFO มักให้ประโยชน์ทางภาษีมากที่สุด วอลเตอร์ชี้อีกว่าวิธี ‘loss harvesting’ หรือขายเหรียญที่ขาดทุนเพื่อลดภาษีก็ยังคงมีประสิทธิภาพสูง สำหรับการโอนคริปโตระหว่างแพลตฟอร์ม เธอแนะนำให้ระบุสินทรัพย์ที่ตั้งใจถือระยะยาวเป็นเหรียญที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อช่วยลดกำไรทางภาษี
เรื่องการ *เก็บภาษีจากการขุด การสเตก และกิจกรรมในตลาดทำนายผล* ก็เข้มข้นขึ้น โดยหน่วยงานภาษีถือว่าค่าตอบแทนจากการขุดและสเตกต้องเสียภาษีทันทีตามมูลค่าในวันที่ได้รับ ไม่ใช่วันที่ขาย ซึ่งกำลังเป็นประเด็นโต้แย้งในแวดวงกฎหมาย คาดว่าสภาคองเกรสอาจพิจารณายกเว้นการจัดเก็บภาษีจนถึงวันขายในอนาคต ส่วนรายได้จากแพลตฟอร์มพยากรณ์หรือการเดิมพันก็ต้องเสียภาษีทั้งหมด โดยตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ข้อกำหนดใหม่จะจำกัดการหักล้างยอดเสียพนันไว้เพียง 90% ของกำไรเท่านั้น
สำหรับการจัดการภาษีให้ง่ายขึ้นในอนาคต IRS เตรียมให้แพลตฟอร์มซื้อขายมี *หน้าที่รายงานต้นทุน* ในแบบฟอร์ม 1099-D A ซึ่งจะเริ่มมีผลหลังปี 2026 ขณะที่ข้อกำหนดของ CARF (Crypto Asset Reporting Framework) กำลังอยู่ระหว่างหารือ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงแนวทางในภาพรวมอีกครั้ง
วอลเตอร์แนะนำว่าปี 2025 จะเป็น ‘จุดชี้เป็นชี้ตาย’ สำหรับการรายงานภาษีคริปโต โดยขอให้ผู้ใช้เริ่มบริหารจัดเก็บประวัติการเทรดทั้งหมดอย่างเป็นระบบ ผ่านซอฟต์แวร์เฉพาะทาง พร้อมสำรองข้อมูลจาก API กรณีข้อมูลเดิมหาย ปิดท้ายด้วยคำเตือนว่า การแยกการใช้งานกระเป๋าระหว่าง ‘ส่วนตัว ธุรกิจ และทรัสต์’ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากละเลยอาจส่งผลให้ต้องจ่ายภาษีเกินความจำเป็น
*ความคิดเห็น*: การนำเอากรอบภาษีแบบเต็มรูปแบบมาใช้กับคริปโตอาจเป็นก้าวสำคัญสู่ความชัดเจนด้านกฎหมาย แต่ย่อมต้องแลกมากับภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำหรับนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้เตรียมพร้อมล่วงหน้า ขอเตือนว่าการวางแผนภาษีไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘สิ่งจำเป็น’ ในโลกคริปโตยุคใหม่.
ความคิดเห็น 0