Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

อัยการนิวยอร์กจี้สภาคองเกรสทบทวนกฎหมาย GENIUS Act ชี้เทเธอร์(USDT)-เซอร์เคิล(USDC) เลี่ยงความรับผิด

อัยการนิวยอร์กวิจารณ์กฎหมายควบคุมสเตเบิลคอยน์ มุ่งเป้า ‘เทเธอร์(USDT)’ และ ‘เซอร์เคิล(USDC)’

เมื่อสภาคองเกรสสหรัฐยังคงเดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตฯ (CLARITY Act) กฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้วเกี่ยวกับสเตเบิลคอยน์ อย่าง ‘GENIUS Act’ ได้กลายเป็นประเด็นใหม่ที่ถูกตั้งคำถาม โดยกลุ่มอัยการรัฐนิวยอร์กนำโดยเลติเทีย เจมส์ ร่วมกับอัยการเขตแมนฮัตตันและหน่วยงานอื่นรวม 4 แห่ง ได้ยื่นจดหมายถึงสภาคองเกรส เรียกร้องให้ทบทวนข้อบกพร่องของกฎหมายดังกล่าว โดยชี้ว่าเทเธอร์(USDT) และเซอร์เคิล(USDC) อาจใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบต่อเหยื่ออาชญากรรมทางการเงิน

ตามรายงานของ CNN เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) อัยการระบุว่า ‘GENIUS Act’ อาจเป็นการมอบ ‘ตรารับรองความชอบธรรม’ ให้แก่สเตเบิลคอยน์ แต่กลับไม่กำหนดข้อผูกพันที่เพียงพอต่อการป้องกันการฟอกเงิน จัดหาเงินทุนแก่การก่อการร้าย หรือการฉ้อโกงในรูปแบบต่างๆ *ประเด็นที่เป็นข้อกังวลหลัก* คือ ขาดข้อกำหนดทางกฎหมายที่บังคับให้ผู้ออกเหรียญต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย นำไปสู่พฤติกรรม ‘หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ’ และ ‘ไม่ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ’ โดยตรง

เทเธอร์ถูกพาดพิงว่า เพิกเฉยต่อการเรียกคืนเหรียญที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง และมีแนวทาง ‘เลือกปฏิบัติเป็นกรณีไป’ ในการดำเนินการกับเหรียญที่ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งอาจหมายความว่าผู้เสียหายไม่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่สูญหายได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม เทเธอร์ได้ตอบกลับผ่านทาง CNN ว่า “เราไม่เคยยอมให้มีการกระทำผิด” พร้อมยืนยันนโยบาย ‘ไม่ยอมต่ออาชญากรรมทุกกรณี’ *(zero-tolerance)*

ด้านเซอร์เคิล กลับได้รับคำตำหนิในระดับที่เข้มข้นยิ่งกว่า โดยอัยการนิวยอร์กกล่าวว่า แม้เซอร์เคิลจะวางจุดยืนว่าเป็น ‘พันธมิตรเชิงรุกในการต่อต้านอาชญากรรมทางการเงิน’ แต่ในความเป็นจริงกลับมีพฤติกรรมที่ขัดแย้ง เช่น เมื่อมีการอายัดเหรียญกลับไม่มีการคืนให้เจ้าของหรือหน่วยงานรัฐ โดยอ้างเหตุผลเชิงเทคนิค ทั้งนี้ อัยการยังกล่าวหาว่าบริษัทอาจได้ประโยชน์จาก ‘อัตราดอกเบี้ยในเงินทุนสำรอง’ ส่งผลให้มีแรงจูงใจในการชะลอการคืนเงิน ซึ่งเป็น ‘แรงกระตุ้นทางการเงินที่ชัดเจน’

เซอร์เคิลโต้กลับทันที โดยกล่าวว่า “เรายึดมั่นในความโปร่งใสทางการเงินและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด” พร้อมระบุว่าบริษัทมีความพยายามร่วมมือกับผู้ตรวจสอบและหน่วยงานกำกับดูแล ทั้งในสหรัฐและนานาชาติ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ข้อโต้แย้งครั้งนี้สะท้อนถึง *ช่องว่างของกฎหมายควบคุมสเตเบิลคอยน์* ซึ่งยังขาดความชัดเจนในเรื่องความรับผิด การประสานงานกับภาครัฐ ตลอดจนกระบวนการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน สถานการณ์นี้จึงอาจเป็นแรงผลักดันให้กระบวนการแก้ไขร่างกฎหมายได้รับความสำคัญยิ่งขึ้น

ในปัจจุบัน มูลค่าตลาดรวมของคริปโตเคอร์เรนซีอยู่ที่ราว 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,643 ล้านล้านวอน โดยที่เทเธอร์และเซอร์เคิลถือครองสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ความรับผิดชอบของผู้ออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ทั้งสองรายจึงกลายเป็นจุดโฟกัสที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ในการถกเถียงแนวนโยบายและกฎหมายควบคุมครั้งต่อไปในสภาคองเกรสและหน่วยงานกำกับดูแลฟินเทคของสหรัฐ

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1