ราคาทองคำทะยานใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่บิตคอยน์(BTC)แสดงอาการชะลอตัว แม้ต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่คล้ายคลึงกัน นับเป็นการเคลื่อนไหวที่แสดงถึง ‘ตลาดเดียว ผลตอบรับต่างกัน’ อย่างชัดเจน โดยแรงซื้อจากธนาคารกลางและเงินทุนไหลเข้าจาก ETF ได้ผลักดันราคาทองปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่บิตคอยน์กลับเผชิญแรงขายและความผันผวนที่สูงอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลล่าสุดระบุว่าราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 4,906 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 717,200 บาท ใกล้แตะระดับสูงสุดในประวัติการณ์ ในทางกลับกัน บิตคอยน์ซึ่งก่อนหน้านี้ขึ้นไปแตะ 78,376 ดอลลาร์ หรือราว 11.47 ล้านบาท ปัจจุบันถอยลงมาอยู่ที่ 72,639 ดอลลาร์ หรือประมาณ 10.62 ล้านบาท ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า *กระแสเงินทุนยังคงหลั่งไหลไปยังทองคำ* ซึ่งถูกมองว่าเป็น *เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงแบบดั้งเดิม* มากกว่าทางเลือกใหม่อย่างคริปโต
ตัวเลขจากสมาคมทองคำโลก(WGC) แสดงภาพการเติบโตอย่างชัดเจนในปี 2025 โดยพบว่าการซื้อสุทธิโดยรวมของ ETF ทองคำพุ่งถึง 801 ตัน ซึ่งสูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ เฉพาะไตรมาสที่ 4 ก็มีเงินไหลเข้า ETF ทอง 175 ตัน ในขณะที่ยอดขายทองคำแท่งและเหรียญแตะ 420 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 12 ปีสำหรับไตรมาส 4
ในสหรัฐอเมริกา ความต้องการทองคำก็พุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดย WGC ระบุว่าความต้องการรวมอยู่ที่ 679 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 140% จากปีก่อนหน้า ในจำนวนนี้มีถึง 437 ตัน ที่มาจากการซื้อผ่าน ETF ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2025 ทองคำที่ถูกถือครองผ่าน ETF ในสหรัฐแตะ 2,019 ตัน มูลค่าทรัพย์สินรวมราว 280,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 410.6 ล้านล้านบาท *ความคิดเห็น: การไหลเข้าของเงินลักษณะนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์การจัดพอร์ตระยะยาว มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น*
เจพีมอร์แกนยังประเมินว่าราคาทองคำจะเดินหน้าต่อ โดยปรับคาดการณ์ราคาทองล่วงหน้าเป็น 6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 921,400 บาท พร้อมทั้งระบุว่าธนาคารกลางทั่วโลกอาจซื้อทองเพิ่มถึง 800 ตันในปี 2026 นักวิเคราะห์ของธนาคารรายนี้ แกร็กอรี เชอเรอร์ ระบุว่า “*ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง*” ซึ่งจะช่วยเสริมแรงหนุนต่อภาวะกระทิงของทองคำต่อไป แม้จะมีแรงกดดันจากการคุมเข้มด้านสภาพคล่อง โดยสัญญาทองคำล่วงหน้าในตลาด CME ถูกปรับเพิ่มเงินประกันขึ้นอีก 2% แต่ก็ไม่ได้สั่นคลอนแรงซื้อจาก ETF และภาคนโยบาย
ในขณะที่ทองคำรับแรงหนุนจากหลายทิศทาง บิตคอยน์กลับเผชิญภาวะพักฐานและความไม่แน่นอน โดยราคายังคงอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดในปี 2024 ประมาณ 40% ทั้งยังไร้แรงซื้อหนุนที่ชัดเจนจากนักลงทุนในช่วงปรับฐาน กลยุทธ์ควบคุมความผันผวนโดยระบบถูกนำมาใช้มากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนของบิตคอยน์ในพอร์ตถูกปรับลดลง
ตามรายงานจาก CoinMarketCap บิตคอยน์ถูกปฏิบัติเหมือนสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง (High-Beta) ซึ่งถูกขายทิ้งก่อนเมื่อมีความไม่แน่นอนในตลาด เช่นเดียวกับช่วงที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริงปรับตัวสูงขึ้นหรือมีการปรับระดับมาร์จิน *ความคิดเห็น: จุดนี้ทำให้บิตคอยน์อ่อนไหวง่ายต่อการเคลื่อนไหวของตลาด และยากที่จะแทนที่ทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง*
แตกต่างจากทองคำที่ธนาคารกลางและ ETF ถือครองเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบยั่งยืน บิตคอยน์กลับยังเป็นสินทรัพย์ที่ desk เทรดใช้เพื่อปรับงบประมาณความเสี่ยงมากกว่าจะถูกรวมเข้าไปเป็นแกนสำคัญของพอร์ตระยะยาว
สุดท้ายแล้ว *ทองคำและบิตคอยน์มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันในพอร์ตลงทุน* ทองคำสามารถรักษาความน่าเชื่อถือในสถานะ ‘สินทรัพย์เฮดจ์เงินเฟ้อ’ ได้ด้วยแรงหนุนจาก ETF และธนาคารกลาง ในขณะที่บิตคอยน์ยังถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ตอบสนองต่อ *สภาพคล่องและโมเมนตัมในตลาด* มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน
สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้อยู่ภายใต้ *เงื่อนไขมหภาคเดียวกัน* ความแตกต่างของบทบาทในพอร์ตลงทุนและโครงสร้างอุปสงค์สามารถสร้างผลลัพธ์ด้านราคาที่ต่างกันออกไปอย่างชัดเจน
ความคิดเห็น 0