ราคาทองคำและเงินที่เคยพุ่งแตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นสัปดาห์ กลับดิ่งลงอย่างรุนแรงในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยเฉพาะราคาของ ‘เงิน’ ที่ร่วงลงเกินกว่า 20% ภายในวันเดียว กระแสการเทขายทำกำไรหลังจากการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึง ‘ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า’ และ ‘การเสนอชื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)’ คนใหม่ของทรัมป์ ได้ส่งผลต่อทิศทางตลาดโลหะมีค่าทั้งระบบ
เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ราคาทองคำและเงินต่างทำ ‘สถิติสูงสุดใหม่’ พร้อมกัน โดยราคาทองคำตลาดสปอตทะยานทะลุระดับ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 7.98 ล้านบาท) ส่วนเงินเข้าใกล้แนวต้าน 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 145,200 บาท) อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม กระแสการขายทำกำไรก็เริ่มขึ้นในวันถัดมา ทำให้ทองคำร่วงลงกว่า 5% ในวันพฤหัสบดีเพียงวันเดียว เหลือเพียง 5,100 ดอลลาร์ (ราว 7.4 ล้านบาท) ขณะเดียวกัน ราคาของเงินหลุดแนว 100 ดอลลาร์ และร่วงหนักถึงระดับ 92 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.33 แสนบาท) หรือลดลงเกินกว่า 20%
‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่า การร่วงลงครั้งนี้เกิดจากการไล่ซื้อเกินจริงช่วงก่อนหน้า โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมา ราคาทองพุ่งขึ้นกว่า 20% ขณะที่เงินพุ่งทะยานถึง 50% จึงไม่แปลกที่แรงขายจะกลับมากดดันตลาดอย่างรุนแรงเพื่อ ‘ทำกำไร’ จากการเก็งกำไรระยะสั้น
ปัจจัยทางการเมืองจากสหรัฐฯ ก็เข้ามาเติมเชื้อไฟ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเสนอชื่อ ‘เควิน วอช’ อดีตกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานเฟด ทำให้ตลาดเงินตอบรับทันทีด้วย ‘ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้น’ ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.4% ในวันพฤหัสบดี หลุดพ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ทองคำและเงินซึ่งกำหนดมูลค่าเป็น ‘ดอลลาร์’ เริ่มสูญเสียเสน่ห์ในการลงทุนสำหรับผู้เล่นต่างชาติ
ไม่ใช่เพียงแค่ทองคำและเงินเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ‘ตลาดโลหะมีค่าทั้งระบบ’ ต่างเผชิญแรงสั่นสะเทือน แพลตินัมร่วงกว่า 15.5% ลงมาอยู่ที่ 2,221 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 3.22 ล้านบาท) ส่วนพาลาเดียมก็ไม่รอด โดยลดลงกว่า 12% มาอยู่ที่ 1,764 ดอลลาร์ (ราว 2.56 ล้านบาท)
การเคลื่อนไหวล่าสุดไม่ได้เป็นแค่ ‘การปรับฐานทางเทคนิค’ แต่เป็นผลจากการรวมกันของคาดการณ์ด้านเศรษฐกิจระดับมหภาค ความไม่แน่นอนทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และแรงเทขายที่กักตุนไว้นาน ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ต่อการแต่งตั้งเฟดครั้งใหม่และทิศทางค่าเงินดอลลาร์จะกลายเป็น ‘ตัวแปรสำคัญ’ ในการกำหนดแนวโน้มราคาโลหะมีค่าในอนาคต
แม้บางฝ่ายจะกังวลว่าการปรับฐานในครั้งนี้อาจนำไปสู่ภาวะขาลงในระยะกลางถึงยาว แต่จากอีกมุมหนึ่งก็มีเสียงสนับสนุนว่า การปรับตัวลงแรงในช่วงสั้นๆ นี้เป็นเพียง ‘การพักฐานตามธรรมชาติ’ หลังจากภาวะร้อนแรงที่ก้าวกระโดดอย่างผิดปกติ และอาจเปิดโอกาสใหม่สำหรับนักลงทุนที่รอจังหวะเข้าซื้อในรอบถัดไป
ความคิดเห็น 0