Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ตลาดคริปโตร่วงหนัก! บิตคอยน์(BTC) ดิ่ง 6.9% เงินไหลออก ETF พุ่งกว่า 800 ล้านดอลลาร์

ตลาดคริปโตผันผวนหนักตามหุ้นเทคฯ ทั่วโลก หลังบิตคอยน์ร่วงแรง-เงินไหลออก ETF

ตลาดคริปโตปรับตัวลงแรงในสัปดาห์นี้ หลังหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกเผชิญแรงเทขายพร้อมกัน ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์(BTC) และเหรียญชั้นนำอื่น ๆ ร่วงหนัก ขณะที่กองทุน ETF ดัชนีคริปโตในสหรัฐก็มีการถอนเงินออกในปริมาณสูง

เมื่อวันที่ 5 (เวลาท้องถิ่น) มูลค่าตลาดรวมของคริปโตร่วงลง 2.39% เหลือ 2.57 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 37.7 เควินบาท โดยบิตคอยน์ปรับตัวลดลง 6.9% ในช่วงเช้าของตลาดยุโรป หล่นกลับมาอยู่ที่ระดับประมาณ 70,000 ดอลลาร์ (ราว 1.02 ล้านบาท) อีเธอเรียม(ETH) ร่วง 7.7%, ไบแนนซ์คอยน์(BNB) ลดลง 8.8% และริปเปิล(XRP) ตกหนักกว่า 10.2%

ราคาที่ร่วงลงอย่างรวดเร็วทำให้เกิดการ *ชำระบัญชีเลเวอเรจ* ในวงกว้าง ตามข้อมูลจากเว็บไซต์โคอินกลาส(CoinGlass) ภายใน 24 ชั่วโมงมีการชำระบัญชีรวมกว่า 856 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.25 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะตำแหน่งซื้อ(Long Position) คิดเป็นกว่า 777 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.14 หมื่นล้านบาท)

สินทรัพย์ที่มีการขาดทุนสูงได้แก่ บิตคอยน์, อีเธอเรียม และโซลานา(SOL) ซึ่งเป็นเหรียญยอดนิยม กลุ่มนักเทรดที่โดนล้างพอร์ตมีจำนวนมากกว่า 175,600 ราย สะท้อนถึงความเปราะบางของโครงสร้างตลาดคริปโตในช่วงการเปลี่ยนแปลงราคาฉับพลัน

ความเคลื่อนไหวยังลุกลามไปถึงกลุ่ม *ETF คริปโต* โดยเฉพาะกองทุนที่ถือครองบิตคอยน์จริง ซึ่งมีเงินไหลออกต่อเนื่องติดต่อกันถึง 2 วัน ข้อมูลจากบริษัทโซโซแวลู(SoSoValue) ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม มีเงินไหลออกจาก ETF สะสมสูงกว่า 800 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.17 หมื่นล้านบาท) กลบกระแสเงินไหลเข้าในวันที่ 2 ที่อยู่ที่ 562 ล้านดอลลาร์ (ราว 8.2 พันล้านบาท) ได้ทั้งหมด

ETF ที่อิงกับอีเธอเรียมก็ไม่ได้รับการยกเว้น โดยเมื่อวันที่ 4 เพียงวันเดียว มีเงินถูกถอนออกถึง 79.5 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.16 พันล้านบาท) สะท้อนจิตวิทยาการลงทุนที่เริ่มเปราะบาง

ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดคริปโตในครั้งนี้คือการ *ร่วงลงของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ* เมื่อวันที่ 4 ดัชนีแนสแด็กปรับตัวลดลง 1.5% ส่วน S&P500 ลดลง 0.5% ขณะที่ดาวโจนส์กลับเพิ่มขึ้น 260 จุด หรือ 0.5%

แม้ผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่ออกมาดี แต่ประเด็นเรื่องมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไป และการใช้จ่ายในภาคปัญญาประดิษฐ์(AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนเริ่มระแวดระวัง ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชัน SaaS อย่างไมโครซอฟท์(MSFT), เซลส์ฟอร์ซ และเซอร์วิสนาาว ล้วนเผชิญแรงขายจากความไม่แน่นอนในอนาคต

หลายฝ่ายมองว่าอุตสาหกรรม AI ที่เติบโตเร็วอาจทำลายโมเดลธุรกิจเดิม ประกอบกับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สูงและความร้อนแรงของราคาหุ้นในกลุ่มนี้ ส่งผลให้ *ความเสี่ยงขยายตัวมายังสินทรัพย์เสี่ยง* เช่น คริปโตเคอร์เรนซี

ปรากฏการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำว่า *คริปโตยังมีความเชื่อมโยงกับหุ้นเทคโนโลยี* อย่างชัดเจน การที่หุ้นกลุ่มใหญ่สะดุด ส่งผลโดยตรงต่อตลาดคริปโต ซึ่งยังคงถูกจำแนกให้เป็นสินทรัพย์เสี่ยงที่เคลื่อนไหวตามแรงซื้อขายของนักลงทุนสายเทค

“ความคิดเห็น” ในภาวะที่ตลาดทุนยังไม่มีทิศทางชัดเจน ทั้งจากอัตราดอกเบี้ย, แนวโน้มกำไรบริษัท และกระแส AI ที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากังวล การลงทุนในคริปโตจึงยังอยู่ในระยะ ‘ติดตามสถานการณ์’ มากกว่าจะเป็นช่วงของการฟื้นตัวอย่างมั่นคง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1