บริษัทจัดการสินทรัพย์ของสหรัฐฯ ‘เกรย์สเกล’ ได้ลดสัดส่วนการถือครอง *ริปเปิล(XRP)* และ *โซลานา(SOL)* อย่างมีนัยสำคัญในระหว่างการปรับพอร์ต ETF และกองทุนรวมมัลติแอสเซตที่บริษัทเป็นเจ้าของ การปรับลดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนในตลาดคริปโต ซึ่งสร้างความสนใจและการตีความที่แตกต่างกันในหมู่นักลงทุน
ข้อมูลการปรับพอร์ตถูกเปิดเผยในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำงวดที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) เอกสารระบุว่าการขายสินทรัพย์ครั้งนี้ครอบคลุมผ่านทั้งเกรย์สเกลและบริษัทแม่อย่างดิจิทัลเคอร์เรนซีกรุ๊ป รวมถึงเกี่ยวข้องกับบุคคลภายในและนิติบุคคลที่เชื่อมโยง ข้อมูลยังชี้ให้เห็นถึงการปรับสัดส่วนถือครองของ *เชนลิงก์(LINK)* และสินทรัพย์อื่น ๆ ใน ETF ประเภทอัลท์คอยน์
แม้การลดสัดส่วนถือครองอาจเป็นเพียงหนึ่งในขั้นตอนของการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน แต่จังหวะการปรับลดครั้งนี้กลับเกิดขึ้นในช่วงที่ความผันผวนในตลาดเพิ่มสูงขึ้น *ความคิดเห็น* จากผู้เชี่ยวชาญหลายรายชี้ว่า นี่อาจเป็นกลยุทธ์การลดความเสี่ยง (De-risking) โดยเกรย์สเกลได้ลดสัดส่วนของ *ริปเปิล* ลงประมาณ 15–20% และ *โซลานา* ราว 10–12% แม้จะไม่ใช่การขายหมดพอร์ตแต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่นักลงทุนไม่อาจมองข้าม
ทั้งนี้ *ริปเปิล* ยังคงได้รับผลกระทบจากข้อพิพาททางกฎหมายกับ SEC ที่ยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน *โซลานา* ก็เจอแรงกดดันจากปัญหาแออัดในเครือข่ายและการแข่งขันของโปรเจกต์คู่แข่ง การปรับลดในช่วงที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงที่มากเกินกว่าเหตุผลเชิงเทคนิคทั่วไป
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาด ETF สำหรับคริปโตในสหรัฐฯ ก็แสดงสัญญาณ ‘เงินทุนไหลออก’ อย่างชัดเจน จากข้อมูลล่าสุดมีเงินไหลออกจาก ETF บิทคอยน์(BTC) แบบสปอตรวมกว่า 545 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7980 ล้านบาท) โดย *IBIT* ของแบล็คร็อกเพียงกองเดียวมีเงินไหลออกถึง 373 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว
ไม่เพียงแค่ *บิทคอยน์* แต่ *อีเธอเรียม(ETH)* ก็เผชิญการไหลออกกว่า 79 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ *โซลานา* และ *ริปเปิล* ก็ตามมาในทิศทางเดียวกัน ทำให้หลายฝ่ายตีความว่า นักลงทุนกำลังปรับพอร์ตไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า หรือเลือกพักเงินในช่วงที่ตลาดไม่แน่นอน
ETF ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเสถียรในตลาด แต่ขณะเดียวกันก็อาจกลายเป็นตัวชี้วัดภาวะความผันผวนเมื่อมีสัญญาณเคลื่อนไหวจากสถาบันขนาดใหญ่ นักลงทุนจำนวนมากจึงจับตาการเปิดเผยข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพราะแม้เพียงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของฝ่ายภายในองค์กร ก็สามารถสร้างผลกระทบต่อจิตวิทยาตลาดอย่างรุนแรง
ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงประเด็นของโทเคนรายตัว แต่สะท้อนถึงธรรมชาติของ ETF ที่กลายเป็นเครื่องมือการลงทุนแบบพาสซีฟ ซึ่งตอบสนองต่อสภาพคล่องและอารมณ์ตลาดอย่างรวดเร็ว ETF จึงไม่ใช่เพียงตัวแทนของสินทรัพย์ แต่กลายเป็น ‘สนามทดสอบจิตวิทยา’ ของตลาดในอีกมิติหนึ่ง
ในท้ายที่สุด ควรเข้าใจว่าการขายของบุคคลภายในในครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องตีความไปในทางลบต่อ *ริปเปิล* หรือ *โซลานา* โดยตรง หลายฝ่ายเห็นว่านี่คือการตอบสนองเชิงกลยุทธ์ต่อภาวะตลาดที่แวดล้อมไปด้วยความไม่แน่นอน ประกอบกับความเสี่ยงของสภาพคล่องที่ค่อนข้างจำกัดใน ETF ประเภทอัลท์คอยน์
ในช่วงเวลาที่สถานการณ์เชิงมหภาค เช่น ความเป็นไปได้ในการกลับมาดำรงตำแหน่งของ *ประธานาธิบดีทรัมป์* หรือทิศทางการกำกับดูแลของ SEC ยังคงเป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอน การเคลื่อนไหวของนักลงทุนสถาบันจึงอาจถือเป็นสัญญาณสำคัญของแนวโน้มตลาดในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0