Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) เหวี่ยงแรงสุดรอบ 3 ปี ท่ามกลางดอกเบี้ยเฟดไม่ชัด แต่สถาบันเร่งสะสมต่อเนื่อง

บิตคอยน์(BTC) เผชิญภาวะ ‘เหวี่ยงแรง’ อีกครั้ง หลังราคาถูกกดลงมาบริเวณ 66,000 ดอลลาร์ ทำให้ตลอด 24 ชั่วโมงร่วงกว่า 3.5% พร้อมดัน ‘ความผันผวนระยะสั้น’ ขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ท่ามกลางบรรยากาศหลบความเสี่ยง หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ความหวังต่อการลดดอกเบี้ยเชิงรุกของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด·Fed) แผ่วลง และกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตทั้งหมด

ตามรายงานของแพลตฟอร์มวิเคราะห์ออนเชน *คริปโตเควนต์(CryptoQuant)* ระบุว่า บนกระดานเทรดไบแนนซ์(Binance) ‘ค่าความผันผวนเฉลี่ย 7 วันแบบแปลงเป็นรายปี’ ของบิตคอยน์ พุ่งขึ้นแตะ 1.51 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมากว่า 3 ปีแล้ว ตัวเลขในลักษณะนี้เคยปรากฏชัดในช่วงที่ตลาดเจอแรง ‘ล้างเลเวอเรจครั้งใหญ่’ หรืออยู่ในจุดเปลี่ยนโครงสร้างตลาดเท่านั้น ตัวเลขที่พุ่งขึ้นสะท้อนว่าในระยะสั้น ‘ช่วงเหวี่ยงขึ้นลงของราคา’ กำลังขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดระยะกลางถึงยาวกลับส่งสัญญาณแตกต่างออกไป 30 วันแบบแปลงเป็นรายปีอยู่ที่ 0.81 ขณะที่กรอบ 90 วันอยู่ที่ 0.56 และมีลักษณะลดหลั่นลงตามระยะเวลา *คริปโตเควนต์* มองโครงสร้างแบบนี้เป็นสัญญาณว่า การเคลื่อนไหวล่าสุดของราคา ‘กระจุกตัวอยู่ในช่วงเวลาจำกัด’ มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มเชิงโครงสร้างของตลาด หรือพูดอีกแบบก็คือ ‘ช็อกเฉพาะจุด’ มากกว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ของวัฏจักร โดย ‘เบี้ยความเสี่ยง (risk premium)’ ของตลาดโดยรวมยังไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างพื้นฐาน

ฝั่งอัลท์คอยน์ก็หนีไม่พ้นแรงเทขายเช่นกัน อีเธอเรียม(ETH) ถูกกดลงมาที่ราว 1,925 ดอลลาร์ โซลานา(SOL) แถว 80 ดอลลาร์ และริปเปิล(XRP) บริเวณ 1.35 ดอลลาร์ ขณะที่ข้อมูลจาก *คอยน์เกโค(CoinGecko)* ชี้ว่ามูลค่าตลาดรวมของคริปโตทั้งหมดหดตัวลงราว 3.8% ภายใน 24 ชั่วโมง ในขณะที่ดัชนีหุ้นสหรัฐรวมถึงแนสแด็กเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว ภาพรวมจึงออกมาเป็น ‘ภาวะตลาดที่คริปโตเหวี่ยงแรงกว่าหุ้น’ อย่างชัดเจน

สำหรับเทรดเดอร์ การที่ ‘ความผันผวนระยะสั้นของบิตคอยน์’ ฟื้นตัว ถือเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน เพราะเปิดช่องให้เล่นรอบได้มากขึ้น แต่ก็เพิ่มโอกาสโดนล้างพอร์ตได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ขณะที่ตัวชี้วัดระยะยาวยังถูกกดไว้ต่ำ ตลาดส่วนใหญ่จึงมองสถานการณ์ตอนนี้ว่าเป็นเพียง ‘ช่วงที่ไวต่อข่าวการเงินและข่าวมหภาคเกินปกติ’ มากกว่าจะเป็นการเปิดเฟสใหม่ของตลาดบิตคอยน์

‘สเตรทีจี้’ เทบิตคอยน์เพิ่มอีก 90 ล้านดอลลาร์ ดันต้นทุนเฉลี่ยขึ้นเหนือ 76,000 ดอลลาร์

ท่ามกลางความผันผวนที่รุนแรงขึ้น *สเตรทีจี้(Strategy)* บริษัทซอฟต์แวร์ด้านธุรกิจอัจฉริยะที่ผันตัวมาเป็น ‘บริษัทจดทะเบียนที่ถือบิตคอยน์มากที่สุดในโลก’ ยังคงเดินหน้าสะสมบิตคอยน์ต่อเนื่อง โดยในรอบสัปดาห์ล่าสุดบริษัทซื้อเพิ่มอีก 1,142 BTC ทำให้ยอดถือครองรวมพุ่งแตะ 714,644 BTC มูลค่าตลาดปัจจุบันราว 49,000 ล้านดอลลาร์ หรือเฉียด 7.04 หมื่นล้านบาท

สเตรทีจี้เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 2–8 กุมภาพันธ์ บริษัทใช้เงินราว 90 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,293 ล้านบาท ซื้อบิตคอยน์ที่ราคาเฉลี่ยราว 78,815 ดอลลาร์ต่อเหรียญ การระดมทุนครั้งนี้มาจากการออกหุ้นสามัญของบริษัท(MSTR) ซึ่งช่วยให้สเตรทีจี้นำเงินสดสุทธิราว 89.5 ล้านดอลลาร์เข้าไปช้อนซื้อบิตคอยน์ทันที

ไมเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor) ผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการของสเตรทีจี้ เดินหน้าเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเงินของบริษัทให้ ‘ผูกกับบิตคอยน์เป็นหลัก’ มาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ‘ต้นทุนเฉลี่ย’ ของบิตคอยน์ทั้งหมดที่สเตรทีจี้ถืออยู่ขยับขึ้นมาแถว 76,056 ดอลลาร์ต่อเหรียญแล้ว ซึ่งหมายความว่าหากราคาบิตคอยน์ร่วงลงต่ำกว่าระดับนี้ แรงกดดันขาดทุนทางบัญชีของบริษัทจะทวีความรุนแรงขึ้นทันที

การซื้อรอบนี้ยังถือเป็นการต่อเนื่องจากดีลเมื่อต้นเดือนที่สเตรทีจี้เทงบ 75 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,077 ล้านบาท ซื้อ 855 BTC เข้าพอร์ต บริษัทระบุว่ายังมีศักยภาพระดมทุนเพิ่มผ่านโครงการออกหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิแบบ ‘ATM (At-The-Market)’ รวมสูงสุดราว 37,600 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท เท่ากับว่าในมุมของบริษัท ยังมี ‘กระสุน’ อีกมากสำหรับซื้อบิตคอยน์เพิ่มหากมองว่าเงื่อนไขตลาดเอื้ออำนวย

แต่การรุกซื้อบิตคอยน์ด้วยสเกลขนาดใหญ่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงมหาศาลเช่นกัน สเตรทีจี้เคยรายงานขาดทุนสุทธิ 12,400 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 4 ปี 2025 โดยส่วนใหญ่เป็น ‘ขาดทุนจากการประเมินมูลค่า’ บิตคอยน์ที่ถืออยู่ ข้อมูลจาก *ยาฮูไฟแนนซ์(Yahoo Finance)* ระบุว่าหุ้น MSTR ที่จดทะเบียนในแนสแด็กพุ่งขึ้นถึง 26% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยในช่วงพรีมาร์เก็ตวันจันทร์

ความคิดเห็น

บนวอลล์สตรีทยังคงมีเสียงกังวลว่า สเตรทีจี้กำลังกลายเป็น ‘เครื่องเล่นเลเวอเรจบนราคาบิตคอยน์’ มากเกินไป นั่นคือเมื่อราคาบิตคอยน์ทะยาน หุ้นและมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทจะบูมแรงกว่าตลาด แต่เมื่อเกิดขาลง การขาดทุนก็อาจขยายแบบทวีคูณเช่นกัน อย่างไรก็ดี เซย์เลอร์และผู้บริหารยังยืนยันมุมมองว่าบิตคอยน์คือ ‘ทองคำดิจิทัล’ และเป็นสินทรัพย์สำรองชั้นยอดในระยะยาว เชื่อว่ายุทธศาสตร์นี้จะหนุนมูลค่าผู้ถือหุ้นหากมองในกรอบหลายปีแทนที่จะโฟกัสที่ความเหวี่ยงระยะสั้น

ไบแนนซ์เร่ง ‘บิตคอยน์-ไอเซชั่น’ กองทุน SAFU เติมอีก 3 ร้อยล้านดอลลาร์

ฝั่งแพลตฟอร์มเทรดรายใหญ่อย่างไบแนนซ์(Binance) ก็เดินหน้าขยายสัดส่วนบิตคอยน์ในกองทุนสำรองฉุกเฉินของตัวเองเช่นกัน โดยล่าสุดได้เพิ่มบิตคอยน์เข้า *กองทุน SAFU (Secure Asset Fund for Users)* อีก 4,225 BTC หรือราว 300 ล้านดอลลาร์ ดันยอดถือครองรวมในกองทุนนี้ขึ้นสู่ 10,455 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 734 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.05 หมื่นล้านบาท

ไบแนนซ์ระบุผ่านช่องทางทางการว่า ได้แปลงสเตเบิลคอยน์มูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์เป็นบิตคอยน์เรียบร้อยแล้ว โดยทั้งหมดถูกโอนเข้าเก็บในแอดเดรสบิตคอยน์ของ SAFU กองทุนดังกล่าวถูกตั้งขึ้นเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน เช่น การถูกแฮ็ก ความผิดพลาดของระบบ หรืออุบัติเหตุอื่นใดที่อาจทำให้ลูกค้าสูญเสียสินทรัพย์ เพื่อให้สามารถชดเชยความเสียหายได้ทันที

การเพิ่มบิตคอยน์รอบล่าสุดเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ไบแนนซ์เคยประกาศเมื่อวันที่ 30 มกราคม ว่าจะทยอยแปลงสเตเบิลคอยน์รวม 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.43 แสนล้านบาทไปเป็นบิตคอยน์ ข้อมูลจากบริษัทชี้ว่าราว 73% ของแผนนี้ถูกดำเนินการไปแล้ว และส่วนที่เหลือจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นบิตคอยน์ตามสภาพตลาดในแต่ละช่วง

ทิศทางที่ไบแนนซ์ค่อยๆ ปรับสินทรัพย์ใน SAFU ให้มี ‘สัดส่วนบิตคอยน์สูงขึ้น’ สอดคล้องกับเทรนด์ในอุตสาหกรรม ที่บริษัทคริปโตและผู้เล่นสถาบันเริ่มโยก ‘สินทรัพย์สำรอง’ ของตัวเองจากสเตเบิลคอยน์และดอลลาร์ เข้าสู่บิตคอยน์ ซึ่งถูกมองมากขึ้นในฐานะ ‘สินทรัพย์ปลอดภัยเชิงดิจิทัล’ ปัจจัยที่หนุนการเปลี่ยนผ่านนี้มาจากทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อ ความกังวลต่อผู้ออกสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ รวมถึงท่าทีด้านกฎระเบียบที่อาจส่งผลต่อโทเคนที่อิงดอลลาร์โดยตรง

ด้านราคา ข้อมูลจาก *คอยน์เกโค* ระบุว่าหลังไบแนนซ์ประกาศแผนซื้อบิตคอยน์เพิ่มเติม ราคา BTC ยังอ่อนตัวจากโซน 68,500 ดอลลาร์ ลงมาราว 3% ภายใน 24 ชั่วโมง สะท้อนว่าดีมานด์จากฝั่งสถาบันเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถต้านแรงขายระยะสั้นของตลาดได้ในทันที

ความคิดเห็น

ในภาพใหญ่ ตลาดกำลังจับตา 3 ปัจจัยหลักไปพร้อมกัน คือ

- ‘ความผันผวนระยะสั้นของบิตคอยน์’ ที่กลับมารุนแรง

- ตัวชี้วัดระยะยาวที่ยังไม่ส่งสัญญาณกลับตัวเป็นขาลงอย่างชัดเจน

- การที่บริษัทและเอ็กซ์เชนจ์รายใหญ่ทยอยเพิ่ม ‘บิตคอยน์’ เป็นแกนกลางของสินทรัพย์สำรอง

องค์ประกอบทั้งหมดนี้ทำให้บิตคอยน์ยังคงถูกมองว่าอยู่ในโครงสร้างขาขึ้นระยะยาว แต่พร้อมจะเหวี่ยงแรงตามข่าวดอกเบี้ย นโยบายการเงิน และประเด็นกฎระเบียบได้ตลอดเวลา นักลงทุนจึงยังต้องตั้ง ‘โหมดระวังความเสี่ยง’ กับการเคลื่อนไหวระยะสั้นของราคา แม้ภาพใหญ่ของการสะสมบิตคอยน์โดยสถาบันจะยังเดินหน้าต่อเนื่องก็ตาม

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1