Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

MegaETH เลเยอร์2 หน่วงต่ำพิเศษ โชว์ 55,000 TPS ดันยุคใหม่บล็อกเชนขับเคลื่อนด้วยแอปจริง ไม่ใช่อินฟรา

นา믹 มูดูโรกลู(Namik Muduroglu) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์(CSO) ของ ‘MegaETH’ ย้ำว่าความสำเร็จของอุตสาหกรรมบล็อกเชนไม่ได้อยู่ที่ ‘อินฟรา’ แต่คือ ‘แอปพลิเคชัน’ ที่คนใช้จริง MegaETH ซึ่งเป็นเลเยอร์2(L2) แบบหน่วงต่ำพิเศษบนอีเธอเรียม(ETH) โชว์ประสิทธิภาพรองรับธุรกรรมราว 55,000 รายการต่อวินาที พร้อมประสบการณ์ใช้งานใกล้เคียงเว็บ2 ตั้งเป้าสร้างระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนด้วยแอปพลิเคชันใช้งานจริงเป็นศูนย์กลาง

มูดูโรกลูมองว่า ที่ผ่านมาโปรเจกต์บล็อกเชนจำนวนมากทุ่มเทอยู่แค่ระดับ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ และเว้นระยะห่างจากเลเยอร์แอปพลิเคชัน จนกลายเป็น ‘กลยุทธ์ที่มีแต่จะแพ้’ เพราะไม่แตะผู้ใช้จริง เขาเชื่อว่าถึงเวลาที่ทีมบล็อกเชนต้องลงมือสร้างบริการที่สามารถดึงผู้ใช้ให้เข้ามาใช้งานได้จริง โดยเฉพาะบริการที่ผู้ใช้ทั่วไปซึ่งแทบไม่รู้จักคำว่า ‘บล็อกเชน’ ก็สามารถใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงจะเปลี่ยนการยอมรับของตลาดให้กลายเป็นความจริงได้

ตามคำอธิบายของเขา เป้าหมายของทีม MegaETH ไม่ใช่แค่การสร้าง ‘บล็อกเชนที่ดี’ แต่ต้องการปั้นแอปพลิเคชันที่สัมผัสชีวิตประจำวัน เช่น โซเชียล เกม และดีไฟน์(DeFi) ด้วยตัวเอง พร้อมเปิดพื้นที่ทดลองให้กับนักพัฒนาภายนอกเข้ามาร่วมขยายระบบนิเวศ กลยุทธ์หลักคือไม่โฟกัสที่คำว่า ‘บล็อกเชน’ เป็นจุดขาย แต่ใช้ ‘ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีกว่าเดิม 10 เท่า’ เป็นเกณฑ์ตัดสินสำคัญที่สุด

‘ไลฟ์เรียลไทม์เชน’ และเมนเน็ตสู่สาธารณะ เปิดทางประสบการณ์ออนเชนแบบใหม่

จุดขายหลักของ MegaETH คือสถาปัตยกรรมเลเยอร์2 แบบ ‘เชนเรียลไทม์(real-time chain)’ มูดูโรกลูเผยว่าปัจจุบันทีมกำลังเก็บงานโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐานให้เสร็จ และเตรียมพร้อมสำหรับการดีพลอยจริง เมื่อเปิดใช้งานเมนเน็ตสู่สาธารณะเต็มรูปแบบ ผู้ใช้จะได้สัมผัสประสบการณ์ออนเชนรูปแบบใหม่ภายในไม่กี่สัปดาห์

หัวใจของโครงสร้างนี้คือ ‘การประมวลผลหน่วงต่ำพิเศษ’ MegaETH เลือกทาง ‘รวมศูนย์การผลิตบล็อกอย่างเต็มรูปแบบ’ เพื่อดันประสิทธิภาพให้ใกล้เคียงเว็บ2 ในการทดสอบสเตรสเทสต์ภายใน ทีมระบุว่าสามารถประมวลผลธุรกรรมได้สูงสุดราว 55,000 รายการต่อวินาที ขณะเดียวกันยังคงรองรับเกมแบบเรียลไทม์ให้ผู้ใช้เล่นได้ไม่กระตุก มูดูโรกลูกล่าวว่า “เราทำให้ระยะล็อก(lock time) อยู่ในระดับราว 10 มิลลิวินาที(ms) เพื่อให้รู้สึกเหมือนใช้เว็บแอปทั่วไป”

อย่างไรก็ตาม การออกแบบนี้ต้องแลกมาด้วยการประนีประนอมระหว่าง ‘การกระจายศูนย์’ กับ ‘ประสิทธิภาพ’ MegaETH ใช้โครงสร้างที่ ‘เซ็ตเทิล’ ข้อมูลกลับไปยังอีเธอเรียม เพื่อให้เลเยอร์1 ทำหน้าที่ด้านความปลอดภัย ขณะที่เลเยอร์2 โฟกัสการเพิ่มความเร็วและประสบการณ์ใช้งาน เขามองว่าตามเวลา โครงสร้างความปลอดภัยที่อิงกับอีเธอเรียมจะยิ่งแข็งแรงขึ้น พร้อมกันนั้น โมเดลกำกับดูแลและการดำเนินงานของเลเยอร์2 จะถูกกระจายศูนย์เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

‘ยุคอินฟราจบแล้ว’ ระบบนิเวศแอปพลิเคชันกลายเป็นศูนย์ถ่วงใหม่

มูดูโรกลูมองชัดว่า ‘ยุคอินฟราเพื่ออินฟรา’ ได้สิ้นสุดลงแล้ว ในอดีตตลาดแข่งขันกันด้วยตัวเลขเทคนิคอย่างอัลกอริทึมฉันทามติที่เร็วกว่า หรือ TPS ที่สูงกว่า แต่ปัจจุบัน ‘การแข่งขันตัวจริง’ อยู่ที่ว่าใครสร้างและบ่มเพาะระบบนิเวศแอปพลิเคชันที่สามารถดึงผู้ใช้จริงได้มากกว่ากัน MegaETH จึงไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้ให้บริการเลเยอร์2 แต่เป็น ‘ผู้สร้างเชิงรุก’ ที่ลงมือเฟ้นหาและปลูกปั้นแอปพลิเคชันด้วยตัวเอง

เขาบอกว่ากลยุทธ์ของ MegaETH ตั้งอยู่บนกรอบเวลา ‘5 ปี, 7 ปี, 10 ปี’ หมายถึง ในช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก การตัดสินใจทุกอย่างจะให้น้ำหนักกับการอยู่รอดและการขยายตัวระยะยาว มากกว่าราคาหรือน้ำหนักจิตวิทยาตลาดระยะสั้น การเลื่อน ‘โทเค็นเจเนอเรชันอีเวนต์(TGE)’ ออกไปจึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เดียวกัน ทีมเลือกทิ้งโอกาสสภาพคล่องระยะสั้น เพื่อเดินหน้าสร้างสามตัวชี้วัดสำคัญ(KPI) ให้สำเร็จก่อน ได้แก่ แอปพลิเคชันที่สร้างรายได้จริงบน MegaETH สภาพคล่องสเตเบิลคอยน์ที่เพียงพอ และ ‘คิลเลอร์แอป’ ที่สร้างอิมแพกต์ในสายตาตลาด

ข้อจำกัดของอีเธอเรียมและดีไซน์เลเยอร์2 สอดรับมุมมองวิทาลิก

มูดูโรกลูเชื่อว่า อีเธอเรียมเพียงเลเยอร์1 เดียวไม่สามารถไปถึงสถาปัตยกรรม ‘หน่วงต่ำพิเศษ-เชี่ยวชาญสูง’ ได้ในเชิงโครงสร้าง เขามองว่า “ในมุมมองของเรา ไม่มีเลเยอร์1 ตัวใดที่สามารถครอบครองคุณสมบัติเหล่านี้ทั้งหมดได้พร้อมกันในเชิงโครงสร้าง” สุดท้ายอีเธอเรียมจึงควรทำหน้าที่เป็นเลเยอร์ฐานด้านความปลอดภัยและการกระจายศูนย์ ขณะที่การประมวลผลความเร็วสูงและการปรับแต่งเฉพาะทางจะถูกส่งต่อให้เลเยอร์2 อย่าง MegaETH รับไปทำ

เขายังมองด้วยว่า แนวคิดเรื่องการขยายตัวของอีเธอเรียมที่วิทาลิก บูเตริน(Vitalik Buterin) เพิ่งเขียนถึงเมื่อไม่นานนี้ เป็นการช่วย ‘ยืนยัน’ ทิศทางสถาปัตยกรรมของ MegaETH ในระดับหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า เชนหลักของอีเธอเรียมควรถูกจำกัดบทบาทให้เป็นเลเยอร์ฉันทามติและความปลอดภัยขั้นต่ำ ส่วนด้านการใช้งานและความเร็วให้เป็นสนามแข่งขันของเลเยอร์2 หลากหลายรูปแบบ โครงสร้างที่ MegaETH เลือกใช้ ‘EigenDA’ เป็นเลเยอร์ด้านความพร้อมของข้อมูล(data availability) แม้เคยมีการถกเถียงกับฝั่งมูลนิธิอีเธอเรียมในประเด็นนี้ แต่มูดูโรกลูย้ำว่านี่คือทางเลือกที่จำเป็นเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ‘ต้นทุนต่ำ-ประสิทธิภาพสูง’

บล็อกโปรดิวเซอร์แบบรวมศูนย์ กับประสิทธิภาพและ ‘ประสบการณ์ผู้ใช้’

MegaETH เลือกโครงสร้างที่ ‘รวมศูนย์ผู้ผลิตบล็อกไว้ภายใต้หน่วยเดียว’ แต่ใช้การเซ็ตเทิลกลับสู่อีเธอเรียมเพื่อยืนยันความปลอดภัย มูดูโรกลูกล่าวว่า “จากมุมมองผู้ใช้ เราประเมินแล้วว่าการที่ธุรกรรมถูกเซลล์ดาวน์กลับสู่อีเธอเรียมให้หลักประกันด้านความปลอดภัยได้เพียงพอ” แลกกับการได้ประมวลผลธุรกรรมแบบหน่วงต่ำมาก และการตอบสนองระดับเว็บ2

แน่นอนว่าทางเลือกนี้อาจจุดประเด็นถกเถียงในชุมชนที่ยึดหลัก ‘การกระจายศูนย์’ แต่ MegaETH ประกาศชัดว่า ‘ประสบการณ์ผู้ใช้(UX)’ คือสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในดีไฟน์ที่ความเร็วระดับมิลลิวินาทีสามารถพลิกผลกำไรได้โดยตรง และเป็นปัจจัยสำคัญในการพาผู้ใช้ทั่วไปเข้าสู่โลกออนเชน ทีมวางแผนในอนาคตว่าจะนำโครงสร้าง ‘การหมุนเวียนตัวซีเควนเซอร์(Sequencer rotation)’ ตามจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกมาใช้ เพื่อรักษาความเร็วควบคู่ไปกับการกระจายศูนย์ด้านการดำเนินงาน

55,000 TPS และ ‘แซนด์บ็อกซ์’ สำหรับนักพัฒนา ฐานทดลองนวัตกรรม

MegaETH ระบุว่าจากการทดสอบสเตรสเทสต์เชน สามารถรองรับธุรกรรมได้สูงสุดประมาณ 55,000 รายการต่อวินาที โดยยังคงเปิดให้ผู้ใช้งานจริงเข้าถึงเชนได้ตามปกติ มูดูโรกลูบอกว่าที่ตัวเลขนี้ ทีมได้ “ทดลองรันแอปพลิเคชันจริงจำนวนมาก รวมถึงเกมแบบหน่วงต่ำ เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพ” การเลือกใช้ EigenDA เป็นเลเยอร์ด้านความพร้อมของข้อมูลตั้งแต่ต้นก็เพื่อสร้าง ‘เส้นโค้งประสิทธิภาพ-ต้นทุน’ ที่แตกต่างจากเลเยอร์2 เจ้าอื่น

เขาเชื่อว่า ‘จุดชี้เป็นชี้ตาย’ ไม่ใช่แค่ตัวเลข TPS แต่คือสภาพแวดล้อมสำหรับนักพัฒนา MegaETH จึงเน้นสร้าง ‘แซนด์บ็อกซ์’ ให้ดีเวลลอปเปอร์ทดลองสร้างแอปที่มีการโต้ตอบแบบเรียลไทม์และตรรกะซับซ้อนได้อย่างเต็มที่ ความหน่วงต่ำและการประมวลผลรวดเร็วถือเป็นฐานสำคัญที่จะขยาย ‘ศักยภาพการแสดงออกของแอปพลิเคชัน’ แทบทุกหมวด ไม่ว่าจะเป็นดีไฟน์ เกมไฟน์(GameFi) หรือโซเชียลไฟน์(SocialFi) มูดูโรกลูสรุปว่า “แอปพลิเคชันที่มีความสามารถในการแสดงออกสูงสุด มักเกิดจากสภาพแวดล้อมที่นักพัฒนามีอิสระทดลองได้อย่างเต็มที่”

โปรกซิมิตีมาร์เก็ตและดีไฟน์ ประชาธิปไตยของ ‘กระแสออร์เดอร์’

อีกหนึ่งการทดลองของ MegaETH คือโมเดล ‘โปรกซิมิตีมาร์เก็ต(proximity markets)’ กล่าวอย่างง่ายคือ การนำตลาดประมูลเพื่อ ‘โคโลเคชัน(colocation)’ ใกล้ซีเควนเซอร์ของ MegaETH ให้มากที่สุด มาเขียนลงออนเชน ในดีไฟน์ ถ้าเชนใดมีการใช้งานคึกคัก เชนนั้นย่อมเกิด ‘กระแสคำสั่ง(order flow)’ ที่มีมูลค่าสูง ในอดีต กระแสนี้มักจะไหลไปสู่ผู้เล่นอินฟราจำนวนจำกัดหรือเทรดเดอร์ความถี่สูง แต่ MegaETH ต้องการเปิดตลาดนี้ผ่านโครสร้างการประมูลโดยใช้โทเค็น ‘เมกา(MEGA)’ ให้ทุกคนเข้าถึงได้

มูดูโรกลูชี้ว่า “โคโลเคชันคือหัวใจของดีไฟน์” เพราะการส่งและรับคำสั่งซื้อขายแบบเรียลไทม์ในสภาพแวดล้อมหน่วงต่ำคือหัวใจของบริการ ที่เขาเรียกว่า ‘เว็บ2 ระดับองค์กรที่วิ่งอยู่บนรางแบบกระจายศูนย์อย่างแท้จริง’ การลดดีเลย์ของการจับคู่คำสั่งและลดสลิปเพจ(slippage) ลงให้เหลือน้อยที่สุด อาจสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดดีไฟน์และรูปแบบแบ่งปันรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน หากออกแบบให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมโปรกซิมิตีมาร์เก็ตได้จริง ก็อาจกลายเป็นการทดลอง ‘กระจายมูลค่ากระแสออร์เดอร์’ จากกลุ่มเล็กๆ ไปสู่ชุมชนที่กว้างขึ้น

รีดีไซน์โมเดลรายได้อินฟรา ยุทธศาสตร์สเตเบิลคอยน์ ‘USDM’

มูดูโรกลูวิจารณ์ว่า โปรเจกต์อินฟราส่วนใหญ่กำลังติดกับดัก ‘การแข่งขันสมบูรณ์และการกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์(commoditization)’ เมื่ออุปสรรคการเข้าสู่อุตสาหกรรมต่ำและความแตกต่างลดน้อยลง โมเดลรายได้ก็มีแนวโน้มลดลงใกล้ศูนย์ เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักนี้ MegaETH ทุ่มความคิดออกแบบโมเดลเศรษฐกิจที่ ‘อินฟรา’ และ ‘แอปพลิเคชัน’ ไม่กินพื้นที่กันเอง แต่เสริมพลังซึ่งกันและกัน

หนึ่งในหัวใจของโมเดลนี้คือสเตเบิลคอยน์ ‘USDM’ MegaETH เลือกกลับด้านวิธีทำงานจากสเตเบิลคอยน์ทั่วไป แทนที่จะ ‘สร้างเหรียญก่อนแล้วค่อยหาการใช้งาน’ ทีมเริ่มจากการสร้าง ‘ซิงก์(sink)’ หรือจุดใช้เหรียญในแอปหลากหลายประเภทให้เพียงพอ จากนั้นจึงค่อยออกสเตเบิลคอยน์ที่ไหลเชื่อมเข้าหาซิงก์เหล่านี้อย่างเป็นธรรมชาติ มูดูโรกลูยอมรับตรงๆ ว่า “การยอมรับ USDM จะขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถทำให้แอปพลิเคชันบน MegaETH ดีขึ้น 10 เท่าอย่างที่ฝันไว้ได้จริงแค่ไหน”

บนฝั่ง ‘การป้อนสภาพคล่อง USDM’ ทีมยังเน้นที่ ‘ประสิทธิภาพการใช้ทุนสูงสุด’ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มขนาดของทุนที่ถูกฝาก แต่ต้องมั่นใจว่าทุนเหล่านั้นถูกนำไปใช้งานจริงในแอปต่างๆ ของระบบนิเวศ เพื่อให้สเตเบิลคอยน์ ดีไฟน์ และโมเดลรายได้ของอินฟราเชื่อมต่อกันเป็น ‘ฟลายวีล(flywheel)’ หมุนได้เอง

TGE และ KPI การเลือกจังหวะให้สอดคล้องโครงสร้างระยะยาว

ในกลุ่มเลเยอร์2 MegaETH ถือเป็นโปรเจกต์ที่เลื่อน ‘โทเค็นเจเนอเรชันอีเวนต์(TGE)’ ออกไปนานกว่าหลายเจ้า มูดูโรกลูบอกว่า “ผมยังไม่เคยเห็นเลเยอร์2 เจ้าไหนออกโทเค็นในวันเมนเน็ต” MegaETH เองจึงเลือกจังหวะตาม ‘ความสำเร็จเชิงโครงสร้าง’ แทน ‘สภาพคล่องในระยะสั้น’ เพราะฟังก์ชันหลักของโทเค็น MEGA ถูกผูกไว้กับโปรกซิมิตีมาร์เก็ต USDM การหมุนเวียนซีเควนเซอร์ และกิจกรรมออนเชนอื่นๆ โดยตรง

เขายังวาง KPI สามข้อที่ต้องสำเร็จก่อน TGE หนึ่งคือ การมี ‘แอปพลิเคชันหลัก’ หลายตัวที่สร้างรายได้ต่อวันได้จริง สองคือ การมีสภาพคล่อง USDM บนเชนราว 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7,220 ล้านบาท) สามคือ การมีแอปพลิเคชันบน MegaETH ที่เชื่อมต่อกับตลาดออนเชนและออฟเชนอย่างมีนัยสำคัญอย่างน้อยระดับสองหลัก เขามองว่าจนกว่าตัวเลขเหล่านี้จะเป็นรูปธรรม การปล่อยโทเค็นจะยังไม่ช่วยสร้าง ‘ยูทิลิตี้และสภาพคล่องที่มีความหมาย’

วงจรดีระหว่างกิจกรรมบนเชน ยูทิลิตี้โทเค็น และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้

มูดูโรกลูย้ำว่า “ถ้าโปรเจกต์ Mega จะประสบความสำเร็จ ตลาดต้องรู้สึกว่ามี ‘อะไรบางอย่างที่มีความหมายจริงๆ’ เกิดขึ้นบนเชนนี้” โทเค็น MEGA และ USDM จึงถูกออกแบบมาให้เป็น ‘ตัวเชื่อม’ ของกิจกรรมเหล่านั้น USDM ทำหน้าที่เป็น ‘ฟลายวีลพื้นฐาน’ เชื่อมแอปพลิเคชันต่างๆ ในระบบนิเวศเมกา ส่วนโทเค็น MEGA รับบทหลักในโปรกซิมิตีมาร์เก็ต การปฏิบัติการซีเควนเซอร์ และกลไกกำกับดูแล

เขาพูดชัดเจนเกี่ยวกับราคาและการเก็งกำไรว่า “ปล่อยให้นักเก็งกำไรเก็งกำไรไปก็พอ” MegaETH ให้ความสำคัญกับ ‘การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ความเร็วในการดีพลอยแอป และสภาพคล่องจริงที่เกิดจากแอปเหล่านั้น’ เป็นหลัก เมื่อยูทิลิตี้ของโทเค็นและประสิทธิภาพการใช้ทุนเริ่มทำงานร่วมกันได้ดี ทีมคาดหวังว่าจะเห็นวงจรที่ผู้ใช้และนักพัฒนาหลั่งไหลเข้ามาในเชนมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

เรียนรู้จากอดีต ออกแบบกลยุทธ์ยาว ICO และโครงสร้างชุมชน

มูดูโรกลูเชื่อว่า แม้อุตสาหกรรมคริปโตจะมีวัฏจักรสั้นและความผันผวนรุนแรง แต่ยังคงมีศักยภาพที่จะ ‘กลืนโลก’ อยู่ เขาจึงมองว่าการออกแบบโปรเจกต์ด้วยมุมมองระยะสั้นเป็นการทำร้ายตัวเอง เขาเล่าว่าทีมได้ศึกษาเคส ‘ร้อนแรงแล้วพังทลาย’ ของเชนรุ่นก่อนหน้าอย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ทำผิดซ้ำแบบเดิม

ตัวอย่างหนึ่งคือ ICO ของ MegaETH ที่สะท้อนดีมานด์มหาศาล ทีมตั้งเป้าระดมทุนไว้ราว 50 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7,220 ล้านบาท) แต่กลับได้รับความสนใจรวมกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.87 หมื่นล้านบาท) กลายเป็นการจองซื้อเกินอย่างมาก เขาย้ำว่าในกระบวนการนี้ ทีมไม่ได้พยายามดึงเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่โฟกัสที่ ‘การคัดเลือกนักลงทุนและสมาชิกชุมชน’ ที่จะมีส่วนช่วยระบบนิเวศระยะยาว หลักคิดคือ “ให้คนที่ตั้งใจอยู่กับโปรเจกต์อย่างยาวนาน ได้รับจัดสรรเท่าที่พวกเขาต้องการ”

โทเค็น MEGA กับการหมุนเวียนซีเควนเซอร์ อินฟราที่เคลื่อนตามกิจกรรมเศรษฐกิจ

โทเค็น MEGA จะกลายเป็นเครื่องมือหลักในโปรกซิมิตีมาร์เก็ต สำหรับการแข่งขันเพื่อ ‘เข้าใกล้ซีเควนเซอร์’ ผู้เข้าร่วมต้องใช้ MEGA ประมูลตำแหน่งที่ใกล้ซีเควนเซอร์ยิ่งขึ้น แลกกับโอกาสเข้าถึงกระแสคำสั่งแบบเรียลไทม์ และส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ชัดเจนจากโมเดลนี้คือผู้เล่นกลยุทธ์เทรดแบบเรียลไทม์ เช่น เทรดความถี่สูง อาร์บิทราจ และมาเก็ตเมกเกอร์

ในอนาคต MegaETH วางแผนนำโมเดลที่ ‘ซีเควนเซอร์เคลื่อนที่ตามจุดศูนย์กลางกิจกรรมเศรษฐกิจโลก’ มาใช้ มูดูโรกลูเปรียบเทียบว่าคล้าย ‘PoA(Proof of Authority)’ รูปแบบหนึ่งโดยอิงโทเค็น MEGA กล่าวคือ ในแต่ละช่วงเวลา ใครมีสิทธิ์รันซีเควนเซอร์ และภูมิภาคใดจะกลายเป็นฐานของซีเควนเซอร์ จะถูกตัดสินผ่านกลไกที่อิงกับ MEGA โมเดลนี้ตั้งใจเป็นทางสายกลาง ระหว่างการรักษาประสิทธิภาพสูงและการกระจายอำนาจเชิงการดำเนินงาน

โทเค็นไนซ์สินทรัพย์การเงินดั้งเดิม ขยายจุดเชื่อมต่อ DeFi

ภายในระบบนิเวศ MegaETH เริ่มมีโปรเจกต์ที่ตั้งใจเชื่อมโลกการเงินดั้งเดิมเข้ากับออนเชนมากขึ้น มูดูโรกลูชี้ไปยังทีม ‘Brics’ ว่าเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่จับตามอง พวกเขากำลังทดลอง ‘โทเค็นไนซ์กลยุทธ์แครี่เทรดสกุลเงินลีราตุรกี’ เพื่อนำผลตอบแทนที่คุ้นเคยในโลกการเงินดั้งเดิมมาสู่โลกออนเชน เป้าหมายคือให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดีไฟน์รูปแบบเดิม แต่มีโครงสร้างรายได้ที่ขยายได้และยั่งยืนกว่า

อีกทีมคือ ‘Hello Trade’ ที่วางเป้าสร้างตลาดสปอตสำหรับสินทรัพย์จริงอย่างหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านการโทเค็นไนซ์ ช่วงเริ่มต้นอาจโฟกัสแค่บางสินทรัพย์ แต่เป้าระยะยาวคือสร้างตลาดออนเชนบน MegaETH ที่สามารถซื้อขายหุ้นโทเค็นไนซ์และสินค้าโภคภัณฑ์แบบเรียลไทม์ ความพยายามเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ‘เลเยอร์2 ไม่ได้มีไว้แค่ลดค่าธรรมเนียมและเพิ่มความเร็ว’ แต่สามารถปรับโครงสร้างการออกและการซื้อขายสินทรัพย์ใหม่ได้อย่างสิ้นเชิง

แกนกลางของโรดแมป MegaETH: ประสิทธิภาพสุดขีด แอป 10x และโมเดลเศรษฐกิจยั่งยืน

เมื่อรวมภาพทั้งหมด มูดูโรกลูสรุปโรดแมปของ MegaETH ไว้สามแกนหลัก หนึ่ง รักษาพื้นฐานความปลอดภัยจากการอยู่บนอีเธอเรียม ขณะเดียวกันผลักดันเลเยอร์2 ให้ไปถึงประสิทธิภาพและความหน่วงต่ำในระดับสุดโต่ง สอง ย้ายโฟกัสจาก ‘อินฟรา’ ไปไว้ที่ ‘แอปพลิเคชันที่ดีกว่าเดิม 10 เท่า’ เป็นยุทธศาสตร์หลัก สาม ผูกโทเค็น MEGA, USDM, โปรกซิมิตีมาร์เก็ต และการหมุนเวียนซีเควนเซอร์ ให้รวมเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจเดียว เพื่อสร้างโมเดลรายได้ของอินฟราที่เดินต่อได้ในระยะยาว

เขาเชื่อว่ากลยุทธ์ระยะยาวที่มองไปข้างหน้า 5–10 ปี คือทางรอดที่แท้จริงในตลาดคริปโตที่ผันผวนสูง การที่ MegaETH เลือกทาง ‘เลเยอร์2 หน่วงต่ำพิเศษ’ บวก ‘ระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนด้วยแอปพลิเคชันจริง’ จะสามารถดึงดูดผู้ใช้และนักพัฒนาได้มากเพียงใด และโมเดลนี้จะกลายเป็นต้นแบบให้เลเยอร์2 อื่นบนอีเธอเรียมปรับกลยุทธ์ตามหรือไม่ จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ตลาดคริปโตต้องจับตาดูต่อไปอย่างใกล้ชิด

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความหลัก

บิตคอยน์(BTC) เสี่ยงตลาดหมีเต็มตัว ปี 2026 อาจทดสอบจุดต่ำสุดใหม่แถว 4-5 หมื่นดอลลาร์

ฟีเซิร์ฟ(Fiserv) เปิดตัว INDX ดันโครงข่ายดอลลาร์เรียลไทม์ 24 ชม. เชื่อม TradFi เข้ากับคริปโต

อีเธอเรียม(ETH) สปอต ETF ดูดเงินสถาบัน 7,100 ล้านดอลลาร์ หนุนลุ้นรีบาวด์ทดสอบโซน 2,400 ดอลลาร์

ริปเปิล(XRP) พลิกเกม ETF คริปโตในสหรัฐฯ AUM ทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์ใน 4 สัปดาห์

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1