สเตรทจีเดินหน้าปรับโครงสร้างการเงินครั้งใหญ่ เสนอแผน ‘แปลงหนี้เป็นทุน’ ด้วยการนำ ‘หุ้นกู้แปลงสภาพ’ มูลค่ารวมราว 6,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.6 หมื่นล้านบาท) มาเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญในช่วง 3–6 ปีข้างหน้า พร้อมย้ำความมั่นใจว่าต่อให้ราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ร่วงสูงสุดถึงราว 88% บริษัทก็ยังสามารถชำระหนี้ได้ครบด้วยสินทรัพย์ที่ถืออยู่ในงบดุล
ผู้ก่อตั้งสเตรทจี ‘ไมเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor)’ เปิดเผยผ่าน X ว่าบริษัทอยู่ระหว่างเดินหน้าแผนการ ‘แปลงหุ้นกู้แปลงสภาพทั้งหมดเป็นทุน’ แบบค่อยเป็นค่อยไปภายใน 3–6 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันบริษัทระบุว่า ถึงแม้ราคา ‘บิตคอยน์’ จะร่วงลงไปถึง 8,000 ดอลลาร์ (ราว 1.15 ล้านบาท) ก็ยังสามารถใช้สินทรัพย์ที่ถืออยู่มาชำระหนี้ได้ครบถ้วนโดยไม่สะดุด
ปัจจุบันสเตรทจีถือครองบิตคอยน์รวม 714,644BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 49,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 7.06 หมื่นล้านบาท) ขณะที่มูลหนี้หุ้นกู้แปลงสภาพอยู่ที่ราว 6,000 ล้านดอลลาร์ ตามตรรกะของบริษัท หมายความว่าแม้ ‘ราคา BTC’ จะร่วงแรงถึงราว 88% จนมูลค่าคลังบิตคอยน์ลดลงมาใกล้เคียงกับมูลค่าเงินต้นของหุ้นกู้ในสถานการณ์สุดขั้วยังสามารถ ‘รองรับภาระหนี้’ ได้
โครงสร้าง ‘การแปลงหุ้นกู้แปลงสภาพให้เป็นทุน (Equitizing convertible debt)’ คือการไม่ใช้เงินสดไปไถ่ถอนหนี้ แต่เปลี่ยนสถานะเจ้าหนี้ให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นผ่านการออก ‘หุ้นใหม่’ เพิ่ม ส่งผลให้ภาระหนี้ในงบดุลลดลง แต่จำนวนหุ้นหมุนเวียนเพิ่มขึ้นและสิทธิความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นเดิมจะถูก ‘ไดลูท’ หรือถูกเจือจางลง สเตรทจีและเซย์เลอร์ระบุชัดว่าจะทยอยทำแบบค่อยเป็นค่อยไปในช่วง 3–6 ปี เพื่อไม่ให้กระทบโครงสร้างผู้ถือหุ้นอย่างรุนแรงในระยะสั้น
ด้วยแผนนี้ สเตรทจีพยายามส่งสัญญาณว่าบริษัทบริหารโครงสร้างการเงินแบบ ‘ระมัดระวัง’ เพื่อรองรับความผันผวนของราคา ‘บิตคอยน์’ ในระยะยาว หากดีลแปลงหนี้เป็นทุนสำเร็จตามแผน ภาพของบริษัทก็จะขยับเข้าใกล้โมเดลคล้าย ‘ETF บิตคอยน์เชิงหุ้น’ มากขึ้น กล่าวคือ ภาระหนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญแต่การถือครองบิตคอยน์ยังเป็นแกนหลักของมูลค่าบริษัท
ด้านต้นทุนสะสมเฉลี่ยของการลงทุนในบิตคอยน์ของสเตรทจี ยังอยู่ในโซนขาดทุนหากมองเฉพาะระยะสั้น ปัจจุบัน ‘ราคาเฉลี่ยที่ซื้อ BTC’ ของบริษัทถูกประเมินอยู่แถว 76,000 ดอลลาร์ (ราว 10.95 ล้านบาท) ขณะที่ราคาซื้อขายล่าสุดราว 68,400 ดอลลาร์ (ประมาณ 9.86 ล้านบาท) ทำให้เกิด ‘ขาดทุนที่ยังไม่รับรู้’ ราว 10% จากต้นทุน
แม้จะอยู่ในช่วงขาดทุนทางบัญชี เซย์เลอร์ยังไม่ยอมหยุดสะสม เขาเพิ่งนำกราฟ ‘สะสมบิตคอยน์สะสมต่อเนื่องของสเตรทจี’ มาโพสต์ซ้ำในช่วงสุดสัปดาห์บน X เป็นการส่งสัญญาณว่าการ ‘ซื้อเพิ่ม’ ยังคงดำเนินต่อไป นี่ถือเป็นการเดินหน้าซื้อบิตคอยน์อย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 12 ติดต่อกัน แม้ทั้งราคา ‘บิตคอยน์’ และราคาหุ้นบริษัทจะเผชิญแรงขายปรับฐานก็ตาม
ในมุมมองของผู้เล่นในตลาด กลยุทธ์ของสเตรทจีถูกมองว่าเหมือน ‘ดอลลาร์คอสต์เอฟเฟกต์เวอร์ชันสถาบัน’ เพราะไม่ได้พยายามจับจังหวะจุดต่ำสุดหรือจุดสูงสุดของราคา ‘BTC’ แต่เน้นทยอยซื้อสม่ำเสมอภายใต้สมมติฐานว่าแนวโน้มระยะยาวของ ‘บิตคอยน์’ จะเป็นขาขึ้น วิธีนี้ช่วยกระจายความเสี่ยงด้านราคาและคุมต้นทุนเฉลี่ยการเข้าซื้อในแนวทางระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรสั้น ๆ
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นของสเตรทจีก็สะท้อนให้เห็น ‘เอฟเฟกต์เลเวอเรจจากบิตคอยน์’ อย่างชัดเจน ตามข้อมูลจากกูเกิลไฟแนนซ์ ราคาหุ้นสเตรทจี (MSTR) ปิดการซื้อขายวันศุกร์ล่าสุดที่ 133.88 ดอลลาร์ (ราว 19,290 บาท) เพิ่มขึ้น 8.8% ในวันเดียว ตามแรงดีดกลับของราคา ‘บิตคอยน์’ ที่ไต่กลับขึ้นเหนือโซน 70,000 ดอลลาร์ (ราว 10.08 ล้านบาท) ได้ช่วงดึกวันเดียวกัน
แต่ภาพรวมตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ราคาหุ้นสเตรทจียังร่วงลงมากกว่า 70% จากจุดสูงสุดตลอดกาล (ATH) แถว 456 ดอลลาร์ (ประมาณ 65,700 บาท) ในช่วงเดียวกัน ‘ราคา BTC’ ก็ปรับฐานลงราว 50% จากจุดสูงสุดช่วงต้นเดือนตุลาคม ทำให้เห็นชัดว่าการที่ ‘บิตคอยน์’ เป็นสินทรัพย์หลักในงบดุลของบริษัท ทำให้ความผันผวนของราคาบิตคอยน์ถูกขยายผลในราคาหุ้นรุนแรงยิ่งกว่าตัวเหรียญเอง
ตลาดส่วนใหญ่จึงประเมินตรงกันว่า ตราบใดที่สเตรทจียังคงโมเดลธุรกิจแบบใช้ ‘บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์อ้างอิงหลัก’ โครงสร้างราคาหุ้นจะยังเป็นลักษณะ ‘เลเวอเรจบน BTC’ ต่อไป กล่าวคือ ในช่วงกระทิง ราคาหุ้นจะมีแนวโน้มพุ่งแรงกว่าบิตคอยน์ แต่ในช่วงตลาดหมี ความร่วงลงก็จะหนักกว่าตัวราคาเหรียญ
แผน ‘แปลงหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นทุน’ ครั้งนี้ จึงถูกตีความว่าเป็นความพยายามลดแรงกดดันจากโครงสร้างเลเวอเรจสูงเกินไป (high leverage) การลดหนี้และเพิ่มสัดส่วน ‘ทุนของผู้ถือหุ้น’ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อ ‘มาร์จินคอล’ หรือการโดนบังคับขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในกรณีที่ราคา ‘บิตคอยน์’ ร่วงรุนแรง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ‘การออกหุ้นเพิ่มทุน’ เพื่อเปลี่ยนหนี้เป็นทุนก็สร้างภาระใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิมในรูปของการถูก ‘ลดสัดส่วนความเป็นเจ้าของ’ ลง
ท้ายที่สุด ทางเลือกของสเตรทจีสะท้อน ‘ความเชื่อมั่นระยะยาวต่อบิตคอยน์’ อย่างชัดเจน แม้ความผันผวนของราคา ‘BTC’ จะกดดันทั้งผลประกอบการระยะสั้นและราคาหุ้น แต่บริษัทกลับเลือกจัดระเบียบโครงสร้างหนี้ให้รองรับการถือครองบิตคอยน์ด้วยมุมมองที่ยาวขึ้น ในระยะสั้น ความกังวลเรื่องความผันผวนของหุ้นและความเสี่ยงจากการไดลูทอาจกดดันความเชื่อมั่นของบางส่วน แต่ในกลุ่มนักลงทุนระยะยาว คำถามหลักจะอยู่ที่ว่า สเตรทจีจะสามารถรักษาสถานะ ‘บริษัทจดทะเบียนสายสะสมบิตคอยน์อันดับต้น ๆ ของตลาด’ ไว้ได้หรือไม่ นี่คือประเด็นที่ตลาดคริปโตจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป
ความคิดเห็น 0