Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) แพ้ทางทองคำปี 2026 เงินล้นระบบแต่ไร้จิตวิญญาณสายเสี่ยง กดดันดิจิทัลทองคำร่วง 30%

บิตคอยน์(BTC) และทองคำในปี 2026 เดินไปคนละทิศคนละทางอย่างชัดเจน โดยตั้งแต่ต้นปี 2024 ‘ทองคำ’ พุ่งขึ้นแล้วราว 153% ขณะที่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ กลับปรับตัวลงประมาณ 30% ทำให้ภาพจำแบบ ‘ดิจิทัลทองคำ’ เริ่มสั่นคลอน และสะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองสินทรัพย์ตอบสนองต่อปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกันมากขึ้น

ในตลาดมีมุมมองว่า ช่องว่างระหว่าง ‘ทองคำ’ กับ ‘บิตคอยน์(BTC)’ มาจากการผสมกันของหลายปัจจัย ทั้งการเพิ่มขึ้นของ ‘สภาพคล่องโลก’ (ปริมาณเงิน) การอ่อนแรงของกระแสลงทุนใน ‘หุ้นเทคโนโลยีเชิงเสี่ยง’ และการลดลงของ ‘ยอดคงเหลือคริปโตในกระดานเทรด’ พร้อมกันในรอบเดียว

แม้ทั้งทองคำและบิตคอยน์(BTC) จะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เพื่อ ‘เก็บรักษามูลค่า’ คล้ายกันส่วนหนึ่ง แต่ในรอบนี้ตลาดเริ่มเห็นชัดว่าทั้งคู่ตอบสนองต่อสภาพคล่องและภาวะเสี่ยงแตกต่างกัน

‘ความคิดเห็น’ ภาพใหญ่ตอนนี้คือ เงินเยอะขึ้นก็จริง แต่เงินเสี่ยงน้อยลง และไหลไปหาทองคำมากกว่าคริปโต

‘สภาพคล่องล้นระบบ’ แต่จิตวิญญาณสายเทค-สายเสี่ยงไม่มา บีบราคาบิตคอยน์(BTC)

จู리엔 ที머(Jurrien Timmer) ผู้อำนวยการด้านแมโครระดับโลกของฟิเดลิตี้(Fidelity) อธิบายผ่าน X ว่า ‘ทองคำ’ กำลังเคลื่อนไหวแบบตำราในภาวะกระทิง

เวลาราคา ‘ย่อตัวแรง’ มักมีแรงซื้อระยะสั้นไหลกลับเข้ามา จนราคาเด้งกลับซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งเขามองว่านี่คือรูปแบบของ ‘สินทรัพย์ฮาร์ดมันนี่(hard money)’ ที่นักลงทุนใช้ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและการพิมพ์เงิน

ทีเมอร์ชี้ว่าราคาทองคำเกาะตามแนวโน้ม ‘การขยายตัวของฐานเงิน M2 ทั่วโลก’ อย่างค่อนข้างซื่อสัตย์

บิตคอยน์(BTC) เองในภาพระยะยาวก็มีรูปแบบ ‘ขึ้นไปพร้อมกับปริมาณเงินที่ขยายตัว’ เช่นกัน แต่รอบที่ราคาบิตคอยน์(BTC) ‘พุ่งแรงที่สุด’ มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ ‘สภาพคล่องเพิ่ม’ พร้อมกับ ‘หุ้นซอฟต์แวร์และกลุ่ม SaaS (Software as a Service)’ เทรดกันอย่างร้อนแรง

‘คำสำคัญ’ หุ้นซอฟต์แวร์จึงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ ‘ความเสี่ยงเชิงเก็งกำไร (speculative risk appetite)’ ของตลาด หากเซ็กเตอร์นี้แรง บ่อยครั้ง ‘บิตคอยน์(BTC)’ ก็แรงตาม

ข้อมูลในอดีตสะท้อนภาพนี้ชัด

ระหว่างปี 2017–2018 และ 2020–2021 ช่วงที่ราคาหุ้นซอฟต์แวร์ทะยานขึ้นจากปีก่อนราว 58% และ 93% ตามลำดับ บิตคอยน์(BTC) ก็วิ่งขึ้นอย่างรุนแรงเช่นกัน

กลับกันในปี 2022 หุ้นซอฟต์แวร์ร่วงลงกว่า 58% แม้ปริมาณเงินในระบบยังอยู่ระดับสูง แต่บิตคอยน์(BTC) ก็เจอการปรับฐานขนาดใหญ่

ตีความได้ว่า ‘การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงิน’ เป็นตัวช่วยประคองเทรนด์ขาขึ้นระยะยาวของบิตคอยน์(BTC) แต่ตัวที่คอยเร่งหรือกด ‘ความผันผวน’ จริงๆ คือ ‘จิตวิทยาการเก็งกำไรในหุ้นเทค’

เมื่อหุ้นเทคฟื้น มักกลายเป็นเครื่องขยายเสียงให้ราคาบิตคอยน์(BTC) ส่วนเมื่อหุ้นเทคโดนเทขาย กระแสเสี่ยงของบิตคอยน์(BTC) ก็จะถูกหั่นแรงกว่าทองคำ

ทีเมอร์สรุปภาพว่าบิตคอยน์(BTC) เป็นสินทรัพย์ที่มี ‘การเปิดรับฮาร์ดมันนี่’ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังเป็น ‘สินทรัพย์เบต้าสูง (high beta)’ ทำให้ในตลาดขาขึ้นจะพุ่งเกินหน้าสินทรัพย์อื่น แต่ในตลาดขาลงก็อาจเหวี่ยงแรงและลงลึกกว่าตลาดรวม

เขายังประเมินว่า ปัจจุบัน ‘สภาพคล่องโดยรวมยังถือว่ามาก’ แต่ ‘จิตวิญญาณสายเก็งกำไร’ ยังอยู่ในโหมดอ่อนแรง

ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ จึงเห็น ‘ทองคำ’ ขยับขึ้นไปพร้อมกับปริมาณเงินที่ขยายตัว ขณะที่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ กลับไม่ได้รับแรงขับเคลื่อนเท่าที่ควร

ทุนในกระดานเทรดไหลเข้าทองคำแบบโทเคน ยอดคริปโตหดตัวต่อเนื่อง

ในฝั่งกระดานเทรดคริปโตเองก็เริ่มเห็นสัญญาณว่า ‘ดีมานด์’ กำลังไหลบางส่วนจากคริปโตไปหาสินทรัพย์ที่ผูกกับ ‘ทองคำ’

ไบแนนซ์(Binance) เปิดให้เทรด ‘สัญญาฟิวเจอร์สทองคำ’ แบบ 24 ชั่วโมง 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม โดยตามข้อมูลที่นักวิเคราะห์คริปโตชื่อ ดาร์กโพสต์(Darkfost) รวบรวมมา ‘ปริมาณการซื้อขายสะสม’ ของผลิตภัณฑ์นี้เข้าใกล้ 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 50.4 ล้านล้านวอน) แล้ว

วันที่มีการเทรดสูงสุด มียอดซื้อขายแตะประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.77 ล้านล้านวอน) ขณะที่ ‘ปริมาณเทรดเฉลี่ยต่อสัปดาห์’ อยู่แถว 4,700 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.77 ล้านล้านวอน)

จุดที่น่าสนใจคือ หลังจากราคาทองคำเพิ่งเผชิญ ‘การย่อตัวมากกว่า 20% ภายในสองวัน’ ปริมาณซื้อขายสัญญาทองคำบนกระดานก็พุ่งขึ้นตามไปด้วย

นักวิเคราะห์ตีความว่า ความต้องการ ‘ถือครองทองคำในรูปแบบโทเคน (tokenized) หรือ on-chain’ ผ่านแพลตฟอร์มคริปโตยังมีอยู่ชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึง ‘ฮาร์ดแอสเซ็ตแบบดั้งเดิม’ แต่ยังไม่อยากออกจากระบบคริปโต

อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลบนเชนแสดงให้เห็นว่า ‘ยอดคงค้างคริปโตในกระดานเทรด’ กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง

ตามข้อมูลจากคริปโตควอน트(CryptoQuant) มูลค่าพอร์ตของไบแนนซ์ ซึ่งประกอบด้วย บิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH), ริปเปิล(XRP) รวมถึงสเตเบิลคอยน์มาตรฐาน ERC20 และ TRC20 หลักๆ ลดลงมาอยู่ราว 102,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 147.1 ล้านล้านวอน)

ระดับนี้ถือเป็น ‘จุดต่ำสุดตั้งแต่เดือนเมษายน 2025’ เมื่อเทียบกับระดับสูงสุดราว 140,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 201.9 ล้านล้านวอน) ในเดือนสิงหาคม 2025 เท่ากับว่ามูลค่าทรัพย์สินบนกระดานหายไปประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 54.8 ล้านล้านวอน)

‘ความคิดเห็น’ การลดลงนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ ‘ราคาทรัพย์สินที่ตกลง’ เท่านั้น แต่ยังบ่งชี้ว่านักลงทุนจำนวนมาก ‘ย้ายสินทรัพย์ออกจากกระดาน’ ไปเก็บใน ‘กระเป๋าส่วนตัวหรือเซลฟ์คัสโตดี’ ท่ามกลางภาวะราคาผันผวน

จากมุมมองของบิตคอยน์(BTC) นั่นหมายความว่า ‘สภาพคล่องระยะสั้นบนกระดานเทรดบางลง’ และเทรดเดอร์กำลังจัดพอร์ตด้วยท่าทีระมัดระวังมากขึ้น

เมื่อมองจากภาพรวม ตลาดเริ่มเห็นตรงกันมากขึ้นว่า แค่มี ‘การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงิน’ ยังไม่พอจะรับประกัน ‘รอบกระทิงของบิตคอยน์(BTC)’

การกลับมาอย่างชัดเจนของ ‘ความต้องการเสี่ยงในหุ้นเทค’ ควบคู่กับ ‘สภาพคล่องบนกระดานเทรดที่หนาขึ้น’ น่าจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ ‘ความผันผวน’ ของบิตคอยน์(BTC) เอียงกลับขึ้นไปทางขาขึ้นอีกครั้ง

ในระหว่างนี้ ‘ทองคำ’ ยังคงเป็นตัวเลือกหลักของเม็ดเงินที่ต้องการเก็บมูลค่าในโลกที่ปริมาณเงินขยายตัว ขณะที่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ กำลังรอจังหวะที่ทั้งสภาพคล่องและจิตวิญญาณสายเสี่ยงของตลาดกลับมาพร้อมกันอีกครั้ง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1