ศาลนิวยอร์กยกฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อ ยูนิสวาป แล็บส์(Uniswap Labs) ต้นสังกัดของโปรโตคอล ‘ยูนิสวาป(UNI)’ ยืนยันอีกครั้งว่าด้วยโครงสร้างของ ‘กระดานเทรดแบบกระจายศูนย์(DEX)’ การจะโยนความรับผิดชอบต่อ ‘การฉ้อโกงของบุคคลที่สาม’ ไปให้ทีมพัฒนานั้นทำได้ยาก ทิศทางคำพิพากษาครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญด้าน ‘การจำกัดความรับผิด’ ของผู้พัฒนาในโลกดิไฟ(DeFi)
คำตัดสินออกโดยผู้พิพากษา แคทเธอรีน โพล์ก ไฟลา(Katherine Polk Failla) แห่งศาลแขวงสหรัฐนิวยอร์กตอนใต้ เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ต่อให้มี ‘การซื้อขายโทเคนหลอกลวง’ หรือ ‘การระดมทุนฉ้อโกง’ เกิดขึ้นบนโปรโตคอลยูนิสวาป แต่หากผู้กระทำเป็นบุคคลที่สามภายนอก ก็ยากจะถือว่ายูนิสวาป แล็บส์ต้องรับผิดโดยตรง คำพิพากษายังยกตัวอย่างบริการชำระเงินอย่าง ‘เวนโม(Venmo)’ และ ‘เซลล์(Zelle)’ ที่อาจถูกผู้ใช้งานนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยชี้ว่าการที่ “เครื่องมือ” ถูกใช้ไปในทางที่ผิด ไม่ได้ทำให้ “ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม” ต้องรับผิดตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ
ในส่วนข้อกฎหมายระดับรัฐบาลกลาง ศาลมีคำสั่ง ‘ยกฟ้องโดยมีอคติ (with prejudice)’ หมายความว่าโจทก์ไม่สามารถยื่นฟ้องในประเด็นเดียวกันภายใต้กฎหมายเฟดอีกต่อไป ขณะที่ข้อเรียกร้องภายใต้กฎหมายระดับมลรัฐถูก ‘ยกฟ้องโดยไม่มีอคติ (without prejudice)’ เปิดช่องให้มีการแก้ไขคำฟ้องและยื่นใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม แกนหลักของคดีที่พึ่งพากฎหมายกลางถูกปิดเกมอย่างเด็ดขาด ทำให้ภาพรวม ‘ความเสี่ยงด้านคดีความ’ ที่ยูนิสวาป แล็บส์ต้องเผชิญลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
คำตัดสินครั้งนี้ยังสะท้อนต่อสถานะทางกฎหมายของ ‘นักพัฒนาสมาร์ตคอนแทรกต์’ และ ‘ผู้ดูแลโปรโตคอล’ โดยตรง ก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 (Second Circuit) เคยมีแนววินิจฉัยในทำนองว่า “ผู้สร้างสมาร์ตคอนแทรกต์ไม่ต้องรับผิดต่อการกระทำผิดกฎหมายของบุคคลที่สาม” การที่ศาลนิวยอร์กนำแนวคิดเดียวกันมาใช้ ยิ่งทำให้เส้นแบ่งว่าในโครงสร้าง ‘การกระจายศูนย์’ นั้น ขอบเขตความรับผิดของผู้พัฒนาควรหยุดที่ตรงไหน เริ่มชัดเจนขึ้น
ยูนิสวาปเป็นกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ที่ก่อตั้งในปี 2018 โดย เฮย์เดน อดัมส์(Hayden Adams) บนเครือข่ายอีเธอเรียม(ETH) และถือเป็นโครงการที่ทำให้โมเดล ‘ออโตเมเต็ด มาร์เก็ต เมคเกอร์(AMM)’ กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แทนที่จะใช้สมุดคำสั่งซื้อขายแบบกระดานเทรดดั้งเดิม ยูนิสวาปใช้ ‘พูลสภาพคล่อง’ เป็นฐานในการตั้งราคาอัตโนมัติ เชื่อมฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายโดยไม่ต้องมี ‘ตัวกลาง’ ซึ่งมักถูกยกให้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเติบโตในระบบนิเวศดิไฟ
ศาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ ‘การไม่มีตัวกลาง’ ในโมเดลของยูนิสวาป โดยระบุว่าด้วยโครงสร้างที่โปรโตคอลเปิดเป็น ‘โค้ดและสมาร์ตคอนแทรกต์แบบสาธารณะ’ ให้ใครก็เข้ามาใช้ได้ จึงยากจะบอกว่ายูนิสวาป แล็บส์สามารถ ‘ควบคุมหรือคัดกรอง’ โทเคนที่บุคคลที่สามออก หรือควบคุม ‘โปรเจกต์หลอกลวง’ ที่ใช้ช่องทางนี้ระดมทุนได้อย่างครอบคลุม นัยสำคัญคือ โมเดลการดำเนินงานของยูนิสวาป แล็บส์ได้รับ ‘เกราะทางกฎหมาย’ เพิ่มขึ้น และมีโอกาสสูงที่จะถูกอ้างอิงเป็นบรรทัดฐานให้กับแพลตฟอร์มแบบกระจายศูนย์อื่นที่มีโครงสร้างคล้ายกัน
อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ‘สมรภูมิกฎระเบียบของดิไฟ’ จะปิดฉากลง ประเด็นอย่างระดับ ‘การแทรกแซงและควบคุม’ ของแพลตฟอร์ม การออกแบบฟรอนต์เอนด์ (เว็บอินเทอร์เฟซ) การคัดเลือกโทเคนที่แสดงบนหน้าเว็บ ไปจนถึงบทบาทด้านการตลาดและการชี้นำผู้ใช้ ยังอาจถูกศาลใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาที่แตกต่างกันในอนาคต ‘ความคิดเห็น’ ของนักกฎหมายคริปโตหลายรายมองสอดคล้องกันว่า แม้ช่องโหว่ความรับผิดจะยังมี แต่การยกฟ้องคดียูนิสวาปครั้งนี้คือสัญญาณชัดเจนว่าศาลไม่พร้อมจะขยายความรับผิดของผู้พัฒนา ‘อย่างไร้ขอบเขต’
ท้ายที่สุด คดี ยูนิสวาป แล็บส์ ที่ถูกศาลนิวยอร์กยกฟ้อง จึงถูกตีความว่าเป็นหมุดหมายที่ช่วย ‘คลายความไม่แน่นอนทางกฎหมาย’ บางส่วนให้กับอุตสาหกรรมดิไฟ และเติมความชัดเจนให้กับเส้นแบ่งระหว่าง “ความเสี่ยงที่ผู้ใช้ต้องรับเอง” กับ “ความรับผิดที่แพลตฟอร์มต้องแบกรับ” บนโลกการเงินแบบกระจายศูนย์ในระยะยาว
ความคิดเห็น 0