Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) ติดกรอบ 6.5–7 หมื่นดอลลาร์ แรงขายขาดทุนจากนักลงทุนระยะสั้นถ่วงจิตวิทยาตลาด

บิตคอยน์(BTC) ยังคงเผชิญแรงกดดันในการกลับไปยืนเหนือ ‘7 หมื่นดอลลาร์’ อย่างชัดเจน แม้จะมีความพยายามรีบาวด์หลายรอบ แต่ความผันผวนในตลาดคริปโตยังสูง ทำให้ทิศทางราคาไม่เสถียร ขณะที่ข้อมูล ‘ออนเชน’ บ่งชี้ว่ากลุ่มนักลงทุนระยะสั้นยังเทขายตัดขาดทุนต่อเนื่อง กดดันโครงสร้างตลาดและบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยรวม

ปัจจุบัน บิตคอยน์เคลื่อนไหวบริเวณช่วง ‘กลาง 6 หมื่นดอลลาร์’ ท่ามกลางบรรยากาศเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่เอื้อ และโมเมนตัมขาขึ้นที่อ่อนแรง ทำให้ ‘จิตวิทยาตลาด’ ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่

‘นักลงทุนระยะสั้น’ ขายขาดทุนต่อเนื่อง 8 วัน เจาะลึก STH SOPR

ตามข้อมูลออนเชนที่นักวิเคราะห์ อักเซล แอดเลอร์(Axel Adler) เผยแพร่ ‘การรับรู้ขาดทุนของผู้ถือครองระยะสั้น’ ยังเกิดขึ้นแทบทุกวัน ตัวชี้วัดสำคัญอย่าง ‘อัตราส่วนกำไรจากเหรียญที่ถูกใช้จ่ายของผู้ถือครองระยะสั้น (STH SOPR)’ ปรับตัว ‘ต่ำกว่าระดับ 1.0’ ใน 7 วันจาก 8 วันที่ผ่านมา

‘STH SOPR’ คือดัชนีที่เปรียบเทียบ ‘ราคาขาย’ กับ ‘ราคาเข้าซื้อ’ ของบิตคอยน์ที่มีการเคลื่อนย้ายล่าสุด หากค่าต่ำกว่า 1.0 หมายความว่านักลงทุนยอม ‘ขายขาดทุน’ เพื่อออกจากตลาด

ในช่วง 2–9 มีนาคม ค่า STH SOPR มีเพียง ‘วันเดียว’ ที่ทะลุระดับ 1.0 คือวันที่ 4 มีนาคม ซึ่งขณะนั้นบิตคอยน์ดีดตัวขึ้นไปแถว ‘70,800 ดอลลาร์’ ก่อนจะกลับลงมาอยู่ในโซนขาดทุนอีกครั้ง ตลอดสัปดาห์นั้น ค่า STH SOPR ต่ำสุดอยู่ที่ 0.979 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม และในวันที่ 9 มีนาคม ค่าเฉลี่ยระหว่างวันอยู่ราว 0.987

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ‘นักลงทุนที่เพิ่งเข้าตลาด’ ยังคงทยอยยอมรับความเสียหายและ ‘เทขายเพื่อลดความเสี่ยง’ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณถ่วงเสถียรภาพของตลาดในระยะสั้นอย่างชัดเจน

ปริมาณผู้ถือระยะสั้นหายไป 1.4 แสน BTC เสี่ยงกลายเป็นแรงขายในอนาคต

รายงานยังชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญในตัวชี้วัด ‘ปริมาณบิตคอยน์ที่ถือครองโดยนักลงทุนระยะสั้น (STH Supply)’ ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมของกลุ่มที่ตอบสนองต่อราคาค่อนข้างไว โดยนิยาม ‘ผู้ถือระยะสั้น’ คือผู้ที่ถือครองบิตคอยน์ไม่เกิน 155 วัน

ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณ STH Supply ลดลงจากประมาณ ‘6.06 ล้าน BTC’ เหลือราว ‘5.92 ล้าน BTC’ หดตัวกว่า ‘1.4 แสน BTC’ แสดงให้เห็นว่าเหรียญส่วนหนึ่งถูกขายออกสู่ตลาด ขณะที่อีกส่วนอาจเปลี่ยนสถานะไปเป็น ‘ผู้ถือระยะยาว’ จากการถือครองนานขึ้น

จุดที่น่าจับตาคือ ‘ราคาเฉลี่ยที่กลุ่มผู้ถือระยะสั้นเข้าซื้อ’ อยู่ราว ‘89,028 ดอลลาร์’ ขณะที่ราคาในตลาดปัจจุบันแถว ‘67,175 ดอลลาร์’ ทำให้เกิด ‘ช่องว่างราคาประมาณ 24%’ หมายความว่านักลงทุนกลุ่มนี้จำนวนมากกำลังเผชิญ ‘ภาวะขาดทุนที่ยังไม่รับรู้’ (Unrealized Loss) ค่อนข้างหนัก

สถานการณ์ดังกล่าวสร้าง ‘แรงกดดันทางจิตวิทยา’ ให้กับผู้ถือระยะสั้น เพราะทุกครั้งที่ราคาดีดตัวขึ้น ก็มีโอกาสเห็นแรงขายจากกลุ่มที่ต้องการ ‘ขายที่จุดคุ้มทุน’ หรือ ‘ลดความเสียหาย’ กลายเป็น ‘อุปทานแขวนอยู่เหนือราคา (Supply Overhang)’ ซึ่งอาจกดดันช่วงขาขึ้นในอนาคต

‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์บางรายมองว่าการลดลงของ STH Supply มาจากสองปัจจัยผสมกัน คือ ‘การขายทิ้งเพื่อลดพอร์ต’ และ ‘การเปลี่ยนเป็นผู้ถือระยะยาวจากการยืดเวลาถือครอง’ อย่างไรก็ตาม ช่องว่างราคาระหว่าง ‘ต้นทุนเฉลี่ย’ กับ ‘ราคาตลาด’ ที่ยังสูง อาจกลายเป็นแรงขายกดดันทุกครั้งที่ราคากลับขึ้นสู่โซนต้นทุนของกลุ่มนี้

บิตคอยน์แกว่งตัวแถว 6.7 หมื่นดอลลาร์ กรอบต้านสำคัญ ‘7 หมื่น–7.5 หมื่นดอลลาร์’

ในมุมมองทางเทคนิค บิตคอยน์กำลังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ ‘67,800 ดอลลาร์’ แกว่งตัวในกรอบสะสมประมาณ ‘65,000–70,000 ดอลลาร์’ ซึ่งเริ่มทำหน้าที่เป็น ‘โซนสมดุลใหม่ระยะสั้น’ ของตลาด

การปรับฐานรอบนี้เริ่มต้นหลังจากบิตคอยน์ทำจุดสูงสุดใกล้ ‘120,000 ดอลลาร์’ ช่วงปลายปี 2025 ก่อนที่ในช่วงต้นปี 2026 ราคาจะแกว่งอยู่ในกรอบ ‘110,000–115,000 ดอลลาร์’ แล้วเริ่มสูญเสียโมเมนตัมขาขึ้น เกิดโครงสร้าง ‘ยอดสูงลงเรื่อย ๆ’ (Lower Highs) จากนั้นราคาหลุด ‘เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน’ อย่างเด็ดขาด ทำให้แรงขายทวีความรุนแรง

เมื่อแรงขายเร่งตัวต่อเนื่อง ราคาบิตคอยน์ทะลุลงต่ำกว่า ‘เส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน’ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ ‘เฟสปรับฐาน’ อย่างเต็มตัว กระทั่งราคาลงมาทดสอบโซนรับสำคัญแถว ‘62,000–65,000 ดอลลาร์’ ก่อนจะมีแรงซื้อบางส่วนกลับเข้ามาพยุงราคาให้ทรงตัวได้ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ‘เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน’ ปัจจุบันอยู่บริเวณราว ‘88,000 ดอลลาร์’ กลายเป็น ‘แนวต้านระยะกลางถึงยาว’ ที่แข็งแกร่งของบิตคอยน์ นักวิเคราะห์ด้านเทคนิคจำนวนไม่น้อยมองตรงกันว่า การจะกลับไปสู่โครงสร้างขาขึ้นอย่างชัดเจน บิตคอยน์จำเป็นต้อง ‘ยืนเหนือช่วง 70,000–75,000 ดอลลาร์’ ให้ได้พร้อมกับกลับไปเคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นอีกครั้ง

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ ‘ปริมาณการซื้อขายที่พุ่งสูงขึ้น’ ในช่วงที่ราคาปรับตัวลง ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการ ‘สลับมือระหว่างผู้เล่น’ ในปริมาณมาก เป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วง ‘จัดระเบียบพอร์ตและเคลียร์เลเวอเรจ’ ทำให้มีโอกาสสูงที่บิตคอยน์จะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบที่ผันผวนและกว้างต่อไปอีกระยะ

ท่ามกลางสภาวะที่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ติดกรอบราคาและเผชิญแรงขายจากผู้ถือครองระยะสั้น นักลงทุนจึงต้องจับตาทั้ง ‘โซนแนวต้าน 7 หมื่น–7.5 หมื่นดอลลาร์’ และพฤติกรรมของกลุ่ม STH อย่างใกล้ชิด เพราะสองปัจจัยนี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางรอบใหม่ของตลาดในช่วงถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1