ทางการไต้หวันผ่านร่างกฎหมายกำกับดูแล ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ฉบับใหม่ ที่ครอบคลุมถึง ‘สเตเบิลคอยน์’ พร้อมจัดโทษรุนแรงต่อการออกเหรียญโดยไม่มีใบอนุญาตและการฉ้อโกงในตลาดคริปโต มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และปรับสูงสุดกว่า 630 ล้านบาทไทย ทำให้ภาพรวม ‘กฎระเบียบคริปโต’ ของไต้หวันมีความเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน
เมื่อวันที่ 2 (เวลาท้องถิ่น) สื่อท้องถิ่นไต้หวันรายงานว่า คณะรัฐมนตรีไต้หวันได้อนุมัติร่าง ‘กฎหมายบริการสินทรัพย์เสมือน (VASA)’ ซึ่งเป็นกฎหมายแกนกลางของกรอบกำกับดูแลใหม่ที่สำนักงานกำกับดูแลการเงินไต้หวัน(FSC) เดินหน้าเตรียมการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมทั้งผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือน(VASP) เช่น กระดานเทรด และผู้ออกสเตเบิลคอยน์ โดยมีโอกาสสูงที่จะผ่านกระบวนการในสภาและเริ่มบังคับใช้ได้ภายในปีนี้
ด้าน ‘การป้องกันการฟอกเงิน(AML)’ รัฐบาลไต้หวันได้ยกระดับข้อกำหนดอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ไต้หวันได้นำบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดเข้าสู่กรอบ AML แล้วในปี 2024 และกำหนดให้ผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลทุกรายต้องลงทะเบียนภายในเดือนกันยายน 2025 โจว เจิ้งไถ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน ระบุว่า กรอบใหม่ถูกออกแบบให้ ‘ค่อยๆ เปิด’ ผ่านการกำกับดูแลผสมผสานกับการกำหนดมาตรฐาน ‘การกำกับดูแลตนเองของอุตสาหกรรม’ การทดลองให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล และการสนับสนุนนวัตกรรมการเงินภายในประเทศในระยะยาว
ภายใต้ร่างกฎหมาย VASA ผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือน(VASP) เช่น กระดานเทรดคริปโต จะต้องดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลัก พร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขด้าน ‘ชื่อบริษัท โครงสร้างองค์กร และเกณฑ์เงินทุนขั้นต่ำ’ อย่างครบถ้วน ขณะที่สถาบันการเงินดั้งเดิม เช่น ธนาคาร ยังสามารถทำธุรกิจอื่นควบคู่กันไปได้ หากได้รับอนุญาตให้ให้บริการในฐานะ VASP อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ แพลตฟอร์มซื้อขายต้องจัดทำเกณฑ์การ ‘ลิสต์เหรียญ’ และ ‘ถอดเหรียญออกจากการลิสต์’ ให้มีความชัดเจนและโปร่งใส
โทษปรับและโทษจำคุกในร่างกฎหมายใหม่ถือว่าหนักพอสมควร สำหรับการ ‘ฉ้อโกงในตลาดคริปโต’ เช่น การปกปิดข้อมูล การบิดเบือนข้อเท็จจริง การปั่นราคา หรือการจัดการคำสั่งซื้อขายที่เป็นเท็จ ผู้กระทำผิดอาจถูกลงโทษจำคุก 3–10 ปี และถูกปรับสูงสุด 2 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 6.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 230 ล้านบาทไทย) ขณะที่การออก ‘สเตเบิลคอยน์’ โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 3.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 115 ล้านบาทไทย)
ด้าน ‘สเตเบิลคอยน์’ มีการวางกรอบที่เข้มงวดมากขึ้นให้สอดคล้องกับแนวโน้มกำกับดูแลระดับสากล การออกและการไถ่ถอนสเตเบิลคอยน์ต้องทำที่ ‘มูลค่าตามหน้าเหรียญ (par value)’ เท่านั้น ผู้ออกเหรียญไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธคำขอไถ่ถอนของผู้ถือครอง นอกจากนี้ยัง ‘ห้าม’ การจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนให้ผู้ถือสเตเบิลคอยน์โดยตรง เพื่อลดความเสี่ยงด้านผลิตภัณฑ์คล้ายเงินฝากหรือการลงทุนที่อาจถูกใช้หลบเลี่ยงกฎหมายการเงินแบบดั้งเดิม พร้อมกันนี้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ต้องจัดตั้งระบบ ‘ควบคุมภายใน การตรวจสอบ และความมั่นคงปลอดภัยด้านข้อมูล’ อย่างเป็นระบบด้วย
เฉิน เหยียนเหลียง รองประธานสำนักงานกำกับดูแลการเงินไต้หวัน(FSC) ระบุว่า การออกสเตเบิลคอยน์ไม่ได้ถูกจำกัดให้ทำได้เฉพาะธนาคารเท่านั้น แต่ยอมรับว่า ‘สถาบันการเงิน’ มีแต้มต่อมากกว่าในมุมของเงินทุนสำรองและความสามารถในการบริหารความเสี่ยง ทางการจึงวางแนวทางร่วมกับธนาคารกลางไต้หวันในการออกกฎย่อย และจะเปิดให้บริการในลักษณะ ‘ค่อยๆ คลายล็อกเป็นระยะ’ แทนที่จะเปิดเสรีแบบทันที
ไต้หวันยังเปิดทางความเป็นไปได้ที่จะมี ‘สเตเบิลคอยน์ภายใต้การกำกับดูแล’ ตัวแรกออกมาภายในปีนี้ ซึ่งจะทำให้ตลาด ‘สเตเบิลคอยน์’ ในประเทศมีความชัดเจนขึ้นในเชิงกฎหมาย "ความคิดเห็น" จากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่า หากกฎหมายบริการสินทรัพย์เสมือนฉบับนี้ผ่านสภาและเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ไต้หวันอาจกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของประเทศในเอเชียที่สร้าง ‘ตลาดสเตเบิลคอยน์แบบมีใบอนุญาต’ และอาจกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นในภูมิภาคเดินตามในอนาคต
ความคิดเห็น 0