Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ญี่ปุ่นคุมเข้มคริปโตซื้อขายอสังหาฯ บังคับ KYC-รายงานโอนข้ามชาติ เกิน 30 ล้านเยนต้องแจ้งรัฐ

ญี่ปุ่นเข้มกฎ ‘ป้องกันฟอกเงิน’ ใช้คริปโตซื้อขายอสังหาฯ

หน่วยงานกำกับดูแล 4 แห่งของญี่ปุ่นนำโดยสำนักงานบริการการเงินญี่ปุ่น(FSA) ออกแนวทางร่วมคุมเข้มการใช้ ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เน้นลดความเสี่ยง ‘ฟอกเงิน’ และการโอนเงินผิดกฎหมาย หลังพบการใช้คริปโตเป็นสื่อกลางชำระเงินในตลาดอสังหาฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) สำนักงานบริการการเงินญี่ปุ่น(FSA) ร่วมกับกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยว, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง เผยแพร่หนังสือคำขอถึงสมาคมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กำหนดข้อปฏิบัติเมื่อมีการใช้คริปโตในการซื้อขายหรือชำระเงินค่าทรัพย์สิน โดยระบุว่าคริปโตสามารถ ‘โอนออกนอกประเทศได้ทันที’ จึงเสี่ยงถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินและเคลื่อนย้ายทุนผิดกฎหมายผ่านธุรกรรมอสังหาฯ

หน่วยงานกำกับฯ กำชับให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ดำเนินการ ‘รู้จักลูกค้า’ (KYC) และตรวจสอบ ‘ที่มาของเงินทุน’ ตามกฎหมายป้องกันการโอนรายได้จากอาชญากรรมอย่างเคร่งครัด หากพบธุรกรรมต้องสงสัย เช่น ผู้ซื้อหรือผู้ขายใช้คริปโตจากแหล่งที่ไม่โปร่งใส การโอนเงินไปกระดานซื้อขายที่ไม่มีใบอนุญาต หรือเส้นทางเงินมีความผิดปกติ ต้องรีบแจ้งต่อหน่วยงานกำกับและหน่วยงานสืบสวนทันที

นอกจากนี้ หากมีการใช้คริปโตโอนเงินเข้าหรือออกนอกประเทศเกิน 30 ล้านเยน แนวทางใหม่ระบุชัดว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการค้าต่างประเทศ ซึ่งกำหนด ‘ภาระการรายงาน’ การทำธุรกรรมข้ามพรมแดนในวงเงินสูง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของเงินทุนที่ไหลผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์

‘คำ’ อีกประเด็นสำคัญของแนวทางครั้งนี้ คือการตีความบริการที่เกี่ยวข้องกับคริปโต หน่วยงานกำกับชี้ว่า การแปลงคริปโตเป็นเงินเฟียต หรือให้บริการเป็นคนกลางรับ-ส่งคริปโตแทนลูกค้า อาจเข้าข่าย ‘ธุรกิจแลกเปลี่ยนคริปโต’ ตามกฎหมาย หากให้บริการโดยไม่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องอาจถือเป็นการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย หน่วยงานญี่ปุ่นจึงส่งสัญญาณชัดว่า จะขยายกรอบกำกับดูแลคริปโตให้ครอบคลุมธุรกรรมที่เชื่อมกับภาคอสังหาริมทรัพย์และบริการ ‘กึ่งแลกเปลี่ยน’ ที่เคยอยู่นอกเรดาร์

‘คำ’ ควบคู่กับแนวทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ญี่ปุ่นกำลังเร่งปรับโครงสร้างกฎหมายสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งระบบ โดยได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ให้จัดประเภทคริปโตเป็น ‘ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน’ มากกว่าการมองเป็นเพียง ‘เครื่องมือชำระเงิน’ ภายใต้กฎหมายบริการชำระเงินแนวเดิม เป้าหมายคือย้ายคริปโตเข้าไปอยู่ใต้กรอบกำกับแบบเดียวกับ ‘หุ้น’ และหลักทรัพย์อื่นในตลาดทุน

เมื่อโครงสร้างใหม่มีผลใช้บังคับ ผู้ออกสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องปฏิบัติตามกฎการเปิดเผยข้อมูลประจำปี และอยู่ภายใต้ข้อห้าม ‘อินไซเดอร์เทรดดิ้ง’ เช่นเดียวกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุน ขณะเดียวกัน บทลงโทษต่อผู้ให้บริการที่ไม่มีใบอนุญาตก็จะรุนแรงขึ้น โดยโทษจำคุกปรับใหม่อยู่ในกรอบ ‘จำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี’ และเพิ่มโทษปรับจากเดิมสูงสุด 3 ล้านเยน เป็นสูงสุด 10 ล้านเยน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบการกำกับอย่างเป็นทางการ

ในฝั่งนโยบายภาษี รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลให้สอดรับกับกรอบกำกับใหม่ ร่างแนวทางปรับโครงสร้างภาษีปี 2026 ที่เผยแพร่เมื่อปลายปีก่อน เสนอให้ ‘ลดความซับซ้อน’ ของภาษีคริปโต จากเดิมที่เป็นภาษีแบบขั้นบันไดสูงสุดราว 55% เปลี่ยนมาใช้ ‘อัตราคงที่ราว 20%’ ใกล้เคียงภาษีจากกำไรการลงทุนในหุ้น แนวทางนี้ถูกมองว่าเป็นการเปิดทางให้เม็ดเงินลงทุนในคริปโตเข้าสู่ระบบภาษีและการกำกับดูแลง่ายขึ้น

‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ทิศทางใหม่ของญี่ปุ่นสะท้อนยุทธศาสตร์ ‘รัดกุมแต่ไม่ปิดประตู’ ต่อคริปโต กล่าวคือ ภาครัฐเลือกใช้มาตรการเข้มข้นกับจุดเสี่ยงสูงอย่าง ‘อสังหาริมทรัพย์’ และธุรกรรมข้ามพรมแดน ที่มีความเสี่ยงด้านฟอกเงินสูงเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันก็อำนวยความสะดวกให้สินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่กรอบกฎหมายและภาษีที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อดึงดูดธุรกิจและนักลงทุนสถาบัน

ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมของคริปโตอยู่ที่ราว 2.52 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่นในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการเงินเอเชีย จึงต้องการหลีกเลี่ยงการ ‘สกัด’ การเติบโตของตลาดนี้โดยตรง แต่เลือกใช้กลยุทธ์ลดการใช้คริปโตในธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือการโอนเงินข้ามชาติในวงเงินมาก ในขณะที่เร่งวาง ‘โครงสร้างสถาบัน’ ทั้งด้านกฎหมาย ภาษี และการกำกับตลาดทุน

เมื่อการจัดระเบียบด้านกฎเกณฑ์และภาษีเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ตลาดคริปโตในญี่ปุ่นจะถูกวางภายใต้ระบบกำกับดูแลที่ ‘เข้มงวดและเป็นทางการ’ มากขึ้น ผู้ประกอบการที่ต้องการเติบโตในระยะยาวจำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่กรอบใหม่ ทั้งในส่วนของการตรวจสอบลูกค้า การรายงานธุรกรรม และการปฏิบัติตามมาตรฐานตลาดทุนระดับเดียวกับผลิตภัณฑ์การเงินกระแสหลัก

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1