ฮ่องกงเจอ ‘โทเค็นปลอม’ อ้างชื่อสเต이블คอยน์รายใหญ่ ก่อนเปิดตัวจริง สั่นคลอนความเชื่อมั่นนักลงทุนอีกครั้ง
ตลาดคริปโตในฮ่องกงกำลังร้อนแรงขึ้น หลังมี ‘โทเค็นปลอม’ อ้างตัวเป็นสเต이블คอยน์ที่ได้รับใบอนุญาตรายแรกของฮ่องกง ทั้งที่ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ สร้างความสับสนให้ผู้ลงทุน และตอกย้ำคำถามเรื่อง ‘ความน่าเชื่อถือของสเต이블คอยน์’ และการคุ้มครองนักลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานการเงินฮ่องกง(HKMA), เอชเอสบีซี(HSBC) และบริษัทลงทุน ‘แองเคอร์พอยต์ ไฟแนนเชียล’ พบว่าในตลาดมีโทเค็นที่ใช้ตัวย่อ ‘HKDAP’ และ ‘HSBC’ ซื้อขายอยู่ แต่ทั้งหมด ‘ไม่เกี่ยวข้อง’ กับสเต이블คอยน์ที่อยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลของทางการฮ่องกง HKMA ย้ำชัดว่า “จนถึงตอนนี้ ผู้ออกสเต이블คอยน์ที่ได้รับใบอนุญาตทั้งสองราย ยังไม่ได้ออกสเต이블คอยน์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลออกสู่ตลาดแม้แต่เหรียญเดียว”
ฮ่องกงเพิ่งเริ่มใช้ระบบใบอนุญาตสเต이블คอยน์อย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2025 และเมื่อเดือนที่แล้ว HKMA เพิ่งอนุมัติไลเซนส์ผู้ออกสเต이블คอยน์ให้กับ แองเคอร์พอยต์ ไฟแนนเชียล และ เอชเอสบีซี เป็นสองรายแรกของเมือง ทว่าในช่วงรอยต่อก่อนเปิดตัวผลิตภัณฑ์จริง กลับมีโทเค็นที่ใช้ชื่อคล้ายกันโผล่มาก่อน ทำให้ทั้งนักลงทุนและผู้เล่นในตลาดเกิดความสับสนอย่างมาก
เอชเอสบีซีออกมาปฏิเสธชัดเจนว่า ยังไม่ได้ออกสเต이블คอยน์ใดๆ ในฮ่องกงในขณะนี้ โดยระบุว่า สเต이블คอยน์ที่มีการผูกกับดอลลาร์ฮ่องกงจะมีเป้าหมายเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และจะให้บริการ ‘เฉพาะ’ ผ่านแอป ‘PayMe’ และ ‘HSBC HK Mobile App’ เท่านั้น ด้านแองเคอร์พอยต์ ไฟแนนเชียลก็ยืนยันว่า หลังจากได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา บริษัทไม่เคยออกโทเค็นหรือผลิตภัณฑ์ใดในชื่อ ‘HKDAP’ เลยแม้แต่ครั้งเดียว
กรอบกำกับดูแลสเต이블คอยน์ของฮ่องกงเน้นไปที่สเต이블คอยน์ที่อ้างอิงกับ ‘เงินเฟียต’ เป็นหลัก ผู้ที่จะออกสเต이블คอยน์ประเภทนี้ ต้องได้รับไลเซนส์จาก HKMA พร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ การมีเงินสำรองค้ำประกันอย่างเพียงพอ การรับรองสิทธิการไถ่ถอนได้เต็มจำนวน การมีโครงสร้างธรรมาภิบาลที่ชัดเจน และมาตรการป้องกันการฟอกเงิน(AML) ที่เข้มงวด หากฝ่าฝืน อาจถูกลงโทษตั้งแต่ปรับเงิน ระงับการดำเนินงาน ไปจนถึงเพิกถอนใบอนุญาต ‘ความคิดเห็น’ กรอบนี้สะท้อนว่าฮ่องกงต้องการยกระดับสเต이블คอยน์ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับสถาบันการเงินหลัก มากกว่าปล่อยให้เป็นแค่สินทรัพย์ดิจิทัลเสี่ยงสูงในตลาดเสรี
การบุกตลาดของสถาบันการเงินใหญ่ ดัน ‘โทเค็นปลอม’ ระบาด
กรณีฮ่องกงครั้งนี้ชี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่า ยิ่งธนาคารและสถาบันการเงินดั้งเดิมเข้าสู่ตลาดสเต이블คอยน์มากเท่าไร ความเสี่ยงเรื่อง ‘การปลอมแปลงแบรนด์’ และ ‘โทเค็นที่อ้างชื่อบริษัทใหญ่’ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปด้วย
ในฝั่งสหรัฐฯ ฝ่ายบริหารการลงทุนของ มอร์แกน สแตนลีย์(Morgan Stanley) เพิ่งเปิดตัว ‘พอร์ตโฟลิโอสำรองสเต이블คอยน์’ (Stablecoin Reserve Portfolio) เพื่อรองรับผู้ออกสเต이블คอยน์ที่ต้องการนำเงินสำรองไปลงทุนและรับดอกเบี้ยอย่างมีระบบ ขณะที่ เวสเทิร์น ยูเนียน(Western Union) ก็เตรียมเข้าสู่สนามเดียวกัน ด้วยการประกาศแผนออกสเต이블คอยน์ดอลลาร์ ‘USDPT’ บนเครือข่ายโซลานา(SOL)
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้สเต이블คอยน์กำลังกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน’ ที่แบรนด์การเงินระดับโลกเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง ส่งผลให้ชื่อบริษัทและตัวย่อโทเค็นมี ‘มูลค่าเชิงแบรนด์’ สูงขึ้น ซึ่งมักกลายเป็นเป้าหมายของผู้ไม่หวังดีที่เร่งออกโทเค็นปลอมมาเกาะกระแสก่อนสินค้าจริงจะเปิดตัว
ทางการฮ่องกงจึงออกคำเตือนที่ไม่ใช่แค่การ ‘กันมิจฉาชีพ’ ในระยะสั้น แต่เป็นการปกป้อง ‘ความน่าเชื่อถือของแบรนด์สเต이블คอยน์ภายใต้กำกับ’ ในช่วงเริ่มต้นของระบบใบอนุญาตใหม่ ‘ความคิดเห็น’ หากปล่อยให้โทเค็นปลอมเดินหน้าสร้างความสับสนต่อไป ความเชื่อมั่นต่อสเต이블คอยน์ที่ออกโดยสถาบันการเงินใหญ่ ซึ่งถูกวางให้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกการเงินดั้งเดิมกับคริปโต อาจสั่นคลอนได้ตั้งแต่วันแรกที่ยังไม่ทันได้เปิดตัวจริง
แม้สเต이블คอยน์กำลังค่อยๆ ถูกดึงเข้าสู่กรอบกฎหมายของหลายประเทศ แต่เหตุการณ์ในฮ่องกงชี้ชัดว่า ‘โทเค็นปลอมที่ออกก่อนของจริง’ ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสร้างความสับสนที่ใหญ่ที่สุดในตลาด และเป็นบททดสอบสำคัญว่าหน่วยงานกำกับจะสามารถปกป้องทั้งนักลงทุนและแบรนด์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลได้มากน้อยแค่ไหนในยุคที่การเงินดั้งเดิมและคริปโตเริ่มทับซ้อนกันมากขึ้นทุกวัน
ความคิดเห็น 0