แรงซื้อจากฝั่งสหรัฐที่เคยผลักดันราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ให้พุ่งแรง กำลังแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด สัญญาณนี้ถูกยืนยันผ่านทั้ง ‘โพรไฟล์ราคาในตลาดสหรัฐ’ และ ‘ปริมาณการขายขาดทุน’ บนเครือข่าย ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาบิตคอยน์ในระยะสั้น
ตามข้อมูลบนเชนจากบริษัทวิเคราะห์คริปโต ‘คริปโตแคว้นท์(CryptoQuant)’ ดัชนี ‘โคอินเบส พรีเมียม(Coinbase Premium)’ ได้พลิกเป็น ‘ค่าลบ’ ในสัปดาห์นี้ นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน ดัชนีดังกล่าววัดส่วนต่างราคาบิตคอยน์ระหว่างกระดานเทรดในสหรัฐอย่าง ‘โคอินเบส(COIN)’ ซึ่งมีสัดส่วนผู้ลงทุนชาวอเมริกันและนักลงทุนสถาบันสูง กับกระดานต่างประเทศ และมักใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของ ‘กระแสเงินทุนจากสหรัฐ’
โคอินเบสถูกมองว่าเป็นประตูหลักของ ‘เงินดอลลาร์’ และเม็ดเงินสถาบัน หาก ‘โคอินเบส พรีเมียม’ อยู่ในแดนบวกต่อเนื่อง มักตีความได้ว่า ‘เม็ดเงินจากสหรัฐกำลังไล่ซื้ออย่างแข็งแรง’ ซึ่งในช่วงวันที่ 8–22 เมษายน ดัชนีนี้อยู่ในแดนบวกต่อเนื่อง ขณะที่ราคาบิตคอยน์ไต่ขึ้นจากราว 66,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 9.73 ล้านบาท) ไปแตะบริเวณ 78,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 11.50 ล้านบาท) โดยค่าพรีเมียมทำจุดสูงสุดในวันที่ 22 เมษายน ก่อนจะเริ่มอ่อนตัวลง
การกลับมาเป็นค่าลบในสัปดาห์นี้สะท้อนภาพที่ตรงกันข้าม คือ ‘นักลงทุนสหรัฐกำลังเทรดที่ราคาต่ำกว่าตลาดต่างประเทศ’ บ่งชี้ได้ทั้งภาวะ ‘ลดน้ำหนักพอร์ต’ ไปจนถึง ‘ลดการเข้าร่วมตลาด’ มากกว่าจะเป็นการไล่ซื้อเพิ่ม เหมือนในช่วงก่อนหน้า
ด้านข้อมูลบนเชนยังชี้ไปในทิศทางเดียวกัน ดัชนี ‘ยอดขาดทุนที่ถูกล็อกแล้วของบิตคอยน์แบบสะสม 7 วัน (Realized Loss 7-day Sum)’ พุ่งขึ้นไปแตะราว 5.97 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.80 แสนล้านบาท) เมื่อวันที่ 24 เมษายน ตัวเลขนี้วัดมูลค่าขาดทุนที่ถูก “ล็อก” จริง เมื่อผู้ถือขายบิตคอยน์ที่ราคาต่ำกว่าต้นทุนซื้อ หมายความว่ามี ‘การขายขาดทุน’ เกิดขึ้นเป็นวงเงินมหาศาล
ที่สำคัญ ระดับการขาดทุนขนาดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่บิตคอยน์ยังเคลื่อนไหวแถว 78,000 ดอลลาร์ สะท้อนว่า ‘ผู้ขายจำนวนมากน่าจะเป็นกลุ่มที่เคยไล่ซื้อที่ราคาสูงกว่านี้’ แล้วทนแรงผันผวนไม่ไหว ต้องยอมขายตัดขาดทุน ‘ความคิดเห็น’ การที่มีแรงขายขาดทุนหนาแน่นบนโซนราคาสูง มักบอกได้ว่ากลุ่มผู้ซื้อบนยอดคลื่นกำลังทยอย “ยอมแพ้” และปล่อยของออกมา
นักวิเคราะห์จากคริปโตแคว้นท์ ‘แอกเซล แอ๊ดเลอร์ จูเนียร์(Axel Adler Jr.)’ ประเมินว่า กลุ่มนักลงทุนที่เทขายรุนแรงในรอบนี้ มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นคนที่เข้าไปซื้อตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 บริเวณช่วงราคา 80,000–95,000 ดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าการดีดตัวของราคาช่วงเดือนเมษายน ‘ถูกใช้เป็นจังหวะหนีออกจากตลาด มากกว่าการกลับเข้าลงทุนรอบใหม่’
ในตอนนี้ บิตคอยน์ซื้อขายกันราว 76,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 11.21 ล้านบาท) ท่ามกลางแรงกดดันสองด้าน คือ ‘ความต้องการฝั่งสหรัฐที่อ่อนตัวลง’ ซึ่งสะท้อนผ่านค่าพรีเมียมของโคอินเบส และ ‘แรงขายขาดทุนจำนวนมาก’ ที่เพิ่งถูกปลดล็อกบนเครือข่าย ภาพรวมจึงเป็นโครงสร้างที่ ‘อุปทานเพิ่ม แต่ดีมานด์จากฝั่งสหรัฐชะลอ’
อย่างไรก็ดี สัญญาณก็ไม่ได้เป็นลบทั้งหมด ปริมาณ ‘ยอดขาดทุนที่ถูกล็อกแล้วแบบ 7 วัน’ เริ่มลดลงหลังทำจุดสูงสุดวันที่ 24 เมษายน โดยข้อมูลล่าสุดวันที่ 28 เมษายน อยู่แถว 4.7 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.93 แสนล้านบาท) แปลว่า ‘แรงขายตัดขาดทุนส่วนใหญ่เริ่มถูกดูดซับไปบางส่วนแล้ว’ และอาจเข้าใกล้จุดที่แรงขายจากกลุ่มผู้ซื้อบนยอดเริ่มเบาบางลง
ตลาดกำลังจับตาว่า ‘ดัชนีขาดทุนที่ถูกล็อกแล้ว’ จะปรับตัวลงต่อเนื่องและกลับสู่ระดับปกติได้เร็วแค่ไหน เพราะ ‘ความเร็วในการเคลียร์ของนักลงทุนที่ติดดอย’ อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ทางว่าบิตคอยน์จะ ‘สะสมพลังต่อ’ หรือ ‘เจอแรงกดดันอีกรอบ’ ในช่วงสั้นนี้ หากแรงขายถูกระบายออกหมดโดยไม่เจอแรงเทขายลูกใหม่ ราคาบิตคอยน์ก็มีโอกาสกลับมาพึ่งพาแรงซื้อรอบใหม่ได้ชัดเจนขึ้นในระยะถัดไป
ความคิดเห็น 0