Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

PACT เสนอทางสายกลางปกป้องบิตคอยน์(BTC) ยุคควอนตัม ไม่บังคับซาโตชิขยับ 1.1 ล้านเหรียญ

บิตคอยน์(BTC) กำลังเผชิญประเด็น ‘ภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม’ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะกองเหรียญของ ‘ซาโตชิ นากาโมโตะ’ กว่า 1.1 ล้าน BTC (มูลค่าราว 123 ล้านล้านบาท) ถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะแนวทางรับมือเดิมอาจลุกล้ำ ‘สิทธิในทรัพย์สินของสินทรัพย์ที่ไม่เคลื่อนไหว’ จนต้องมีการเสนอทางออกแบบใหม่

เมื่อเดือน 4 นักพัฒนาในสหรัฐอย่าง เจมสัน ลอปป์(Jameson Lopp) และทีมได้นำเสนอข้อเสนอ BIP-361 ซึ่งมีเป้าหมายจะยกเลิกการใช้ที่อยู่ซึ่งมี ‘ช่องโหว่ต่อควอนตัม’ แบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมแนวคิดให้ ‘ระงับการเคลื่อนไหว’ ของเหรียญที่ไม่ได้ถูกย้ายออกจากที่อยู่เสี่ยงภายใน 5 ปี สะท้อนความกังวลต่อกระเป๋าเก่าที่เปิดเผยคีย์สาธารณะไปแล้ว ซึ่งอาจถูกแฮ็กได้หากคอมพิวเตอร์ควอนตัมทรงพลังถูกพัฒนาจริง ‘ความคิดเห็น’ มาตรการนี้จึงถูกวิจารณ์ว่าบีบบังคับให้เจ้าของกระเป๋าที่ไม่ได้ใช้งานมานาน รวมถึงซาโตชิ ต้อง “เปิดเผยตัวตนผ่านการขยับเหรียญ” เพื่อรักษาสิทธิในสินทรัพย์ของตัวเอง

‘การพิสูจน์ความเป็นเจ้าของแบบไม่ต้องย้ายเหรียญ’… ทางเลือกใหม่ PACT โผล่ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งคำตอบในช่วงต้นเดือน 5 เมื่อ แดน โรบินสัน(Dan Robinson) พาร์ตเนอร์จากบริษัทลงทุนด้านคริปโต ‘พาราไดม์(Paradigm)’ เสนอแนวคิด ‘PACT’ หรือ ‘Proof of Ownership with a Timestamp’ เป็นกลไกใหม่ในการยืนยันความเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องโอนบิตคอยน์(BTC) ออกจากที่อยู่เดิม

แนวคิด ‘PACT’ เน้นให้ผู้ถือครองสามารถยืนยันว่า “ในเวลาหนึ่งๆ เคยเป็นเจ้าของเหรียญนี้” โดยไม่ทำให้เหรียญเคลื่อนไหวจริงในเครือข่าย ขั้นตอนคือ ผู้ใช้จะสร้างข้อมูลสุ่มที่เรียกว่า ‘ซอลต์(salt)’ เพื่อใช้สร้างหลักฐานเข้ารหัสเฉพาะตัว จากนั้นใช้มาตรฐาน BIP-322 ลงลายเซ็นกับที่อยู่นั้น เพื่อยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ เมื่อเสร็จแล้วจึงนำข้อมูลนี้ไปบันทึก ‘เวลา’ ไว้บนเชนในรูปแบบทัยม์สแตมป์ แต่ไม่เปิดเผยตัวข้อมูลดิบต่อสาธารณะ

ภายหลัง หากเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) เดินหน้ามาตรการ ‘ระงับสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่อควอนตัม’ อย่างเป็นทางการ เจ้าของเหรียญยังสามารถกลับมา ‘ปลดล็อก’ การใช้งานได้ โดยใช้หลักฐานแบบ ‘zero-knowledge’ ที่สร้างจากเทคโนโลยี ‘STARK’ เพื่อยืนยันว่าตนเคยเป็นเจ้าของเหรียญนั้นจริง ณ เวลาที่เคยบันทึกไว้ก่อนการระงับ ที่สำคัญคือ ในขั้นตอนพิสูจน์นี้ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยที่อยู่กระเป๋า ยอดคงเหลือ หรือรายละเอียดเชิงลึกอื่นๆ ต่อสาธารณะ

ในมุมเทคนิค ‘PACT’ ยังช่วยอุดช่องโหว่ที่ข้อเสนอ BIP-361 จัดการได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะกระเป๋าเก่าที่สร้างขึ้นก่อนการใช้มาตรฐาน BIP-32 ทำให้ที่อยู่ประเภทดั้งเดิมเหล่านี้มีช่องทางในการปกป้องสิทธิ์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้มีเงื่อนไขสำคัญ คือ เครือข่ายบิตคอยน์(BTC) จะต้องเพิ่มระบบตรวจสอบหลักฐาน STARK เข้าไปในโปรโตคอล ซึ่งหมายถึงการทำซอฟต์ฟอร์กและต้องได้รับ ‘ฉันทามติในวงกว้าง’ จากคอมมูนิตี้

ข้อจำกัดด้านความเป็นจริงก็ชัดเจน ‘PACT’ ทำงานได้ก็ต่อเมื่อ ‘คนที่ถือคีย์อยู่ตอนนี้’ เป็นผู้มาสร้างหลักฐานด้วยตัวเองเท่านั้น หากในความเป็นจริงซาโตชิ นากาโมโตะไม่ได้มีตัวตนอยู่แล้ว หรือไม่มีใครเข้าถึงคีย์ของกระเป๋านั้นได้ กองเหรียญ 1.1 ล้าน BTC ก็ยังคงเสี่ยงต่อสองทางเลือกเดิม คือ ถูกคอมพิวเตอร์ควอนตัมเจาะคีย์ หรือถูกเครือข่ายสั่งระงับไว้ถาวร

ท้ายที่สุด ข้อเสนอ ‘PACT’ จึงถูกมองว่าเป็นทางสายกลาง ที่พยายามลดความตึงเครียดระหว่าง ‘การยกระดับความปลอดภัยต่อยุคควอนตัม’ กับ ‘การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของผู้ถือเหรียญที่ไม่เคลื่อนไหว’ แต่คำถามสำคัญยังคงเปิดอยู่ ทั้งในแง่ทิศทางที่คอมมูนิตี้บิตคอยน์(BTC) จะเลือกเดิน และข้อสงสัยว่า ‘กระเป๋าของซาโตชิ’ จะมีวันเคลื่อนไหวอีกครั้งหรือไม่ ‘ความคิดเห็น’ ผลลัพธ์ของการถกเถียงครั้งนี้อาจกำหนดทิศทางการออกแบบความปลอดภัยของบิตคอยน์(BTC) ในยุคควอนตัมไปอีกยาวนาน

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1