Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สแตรทิจีถือ บิตคอยน์(BTC) แตะ 818,869 BTC หลังซื้อเพิ่ม 353 BTC ส่งสัญญาณใช้เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์

สแตรทิจีถือ บิตคอยน์(BTC) แตะ 818,869 BTC หลังซื้อเพิ่ม 353 BTC ส่งสัญญาณใช้เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ / Tokenpost

สแตรทิจี เพิ่มการสะสม ‘บิตคอยน์(BTC)’ ต่อเนื่อง ดันยอดถือครองรวมขึ้นมาอยู่ที่ 818,869 BTC หลังเข้าซื้อเพิ่ม 353 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 43 ล้านดอลลาร์ในช่วงวันที่ 4 ถึง 10 พฤษภาคม โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีนัยแค่เรื่องปริมาณการซื้อเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนโทนของบริษัทจากแนวคิด “ไม่ขายเด็ดขาด” ไปสู่การบริหาร ‘บิตคอยน์(BTC)’ ในฐานะสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ใช้เพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินได้

เมื่อวันที่ 12 (เวลาท้องถิ่น) จากรายงานวิจัยของ MEXC Ventures ที่อ้างอิงเอกสารแบบ 8-K ซึ่งสแตรทิจียื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) ระบุว่า บริษัทซื้อ ‘บิตคอยน์(BTC)’ เพิ่ม 353 BTC ด้วยราคาเฉลี่ยราว 80,340 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ทำให้บริษัทมีต้นทุนสะสมรวม 61,860 ล้านดอลลาร์ และมีราคาเฉลี่ยสะสมอยู่ที่ 75,540 ดอลลาร์ต่อ BTC

จากตัวเลขดังกล่าว ปริมาณถือครองรวม 818,869 BTC ของสแตรทิจี คิดเป็นประมาณ 4.08% ของอุปทานหมุนเวียนในตลาดที่ราว 20.02 ล้าน BTC และราว 3.89% ของอุปทานสูงสุดตามทฤษฎีที่ 21 ล้าน BTC รายงานของ MEXC Ventures มองว่า สถานะนี้ทำให้สแตรทิจีไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่ถือ ‘บิตคอยน์(BTC)’ จำนวนมาก แต่กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือครองระดับสถาบันที่มีอิทธิพลเชิงสัญลักษณ์ต่อทั้งตลาด

ด้านแหล่งเงินทุนสำหรับการซื้อครั้งล่าสุด บริษัทระบุว่า มาจากรายได้การเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิ์ถาวรซีรีส์ A แบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว STRC ราว 100,000 ดอลลาร์ และรายได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญคลาส A ของสแตรทิจี(MSTR) ราว 42.9 ล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่า เงินส่วนใหญ่ยังมาจากการระดมทุนผ่านตลาดทุน โดยปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์สภาพคล่องอยู่ราว 2.25 ล้านดอลลาร์

สแตรทิจีอธิบายว่า เงินสดในมือระดับดังกล่าวเพียงพอสำหรับการจ่ายเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ์ได้ประมาณ 18.1 เดือน แต่หากนับรวมมูลค่าของสินทรัพย์ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ที่บริษัทถืออยู่ ระยะเวลารองรับภาระดังกล่าวในทางทฤษฎีอาจยืดออกไปได้ถึง 44.7 ปี ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่าบริษัทไม่ได้มอง ‘บิตคอยน์(BTC)’ เป็นเพียงสินทรัพย์เก็บระยะยาว แต่ยังมองเป็นกันชนทางการเงินที่สามารถนำมาใช้เมื่อจำเป็น

จุดที่ตลาดให้ความสนใจมากกว่าจำนวนเหรียญที่ซื้อ คือท่าทีล่าสุดของ ไมเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor) ประธานบริษัท ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยย้ำมาโดยตลอดว่าจะ “ไม่ขายบิตคอยน์” แต่ในการสื่อสารรอบนี้ เซย์เลอร์อธิบายเพิ่มเติมว่า ในบางสถานการณ์ บริษัทอาจใช้ประโยชน์จาก ‘บิตคอยน์(BTC)’ เพื่อเสริมแหล่งทุนสำหรับการซื้อเพิ่มหรือรองรับภาระการจ่ายผลตอบแทนได้

มุมมองนี้ไม่ได้แปลว่าสแตรทิจียกเลิกจุดยืนเดิมทั้งหมด แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าบริษัทกำลังขยับจากแนวคิดเชิงอุดมการณ์ ไปสู่การจัดการสินทรัพย์ในแบบองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องคำนึงถึงทั้งต้นทุนเงินทุน ภาระต่อผู้ลงทุน และความเชื่อมั่นของตลาดพร้อมกัน ในบริบทที่บริษัทใช้ทั้งหุ้นสามัญ MSTR และหุ้นบุริมสิทธิ์ STRC เป็นเครื่องมือระดมทุน การอธิบายเรื่อง ‘ความยืดหยุ่นทางการเงิน’ จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้น

“ความคิดเห็น” ประเด็นนี้มีความหมายต่อนักลงทุนไม่น้อย เพราะถ้อยคำของเซย์เลอร์อาจทำให้บางฝ่ายกังวลว่า พรีเมียมของหุ้น MSTR ซึ่งเคยตั้งอยู่บนภาพลักษณ์การสะสม ‘บิตคอยน์(BTC)’ แบบไม่แตะต้อง อาจเริ่มถูกตั้งคำถาม อย่างไรก็ตาม หากดูจากโครงสร้างการเงินโดยรวม สัญญาณที่บริษัทส่งออกมายังใกล้เคียงกับการบอกว่า จะใช้สินทรัพย์อย่างมีเงื่อนไขเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน มากกว่าการส่งสัญญาณกลับลำจากยุทธศาสตร์สะสมบิตคอยน์

อีกประเด็นที่ผู้บริหารพยายามย้ำคือ สแตรทิจีไม่ได้พึ่งมูลค่าของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ เพียงด้านเดียว เผิง เลอ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า ธุรกิจซอฟต์แวร์องค์กรของบริษัทยังเติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 3,000 ราย และผู้ใช้งานประจำมากกว่า 500,000 ราย ครอบคลุมทั้งธนาคารขนาดใหญ่ สถาบันสาธารณสุข ธุรกิจค้าปลีก หน่วยงานรัฐ และบริษัทในกลุ่มฟอร์จูน 500

จุดนี้สำคัญอย่างมากในช่วงที่ตลาดคริปโตมีความผันผวนสูง เพราะการมีธุรกิจหลักที่สร้างกระแสเงินสดได้จริง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้การประเมินมูลค่าบริษัท และลดภาพลักษณ์การเป็นเพียงบริษัทถือครองคริปโตเพียงอย่างเดียว หากเซย์เลอร์เป็นตัวแทนของภาพจำด้าน ‘บิตคอยน์(BTC)’ ฝั่งของเผิง เลอก็กำลังพยายามตอกย้ำว่า สแตรทิจียังเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีธุรกิจดำเนินงานจริงรองรับอยู่เบื้องหลัง

ในภาพรวม การเปิดเผยครั้งนี้ยืนยันว่าบริษัทยังคงเดินหน้าสะสม ‘บิตคอยน์(BTC)’ อย่างจริงจัง แต่ก็สะท้อนด้วยว่า แนวทางของผู้ถือครองระดับสถาบันกำลังขยับจากการถือด้วยความเชื่อ ไปสู่การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้น รายงานของ MEXC Ventures มองว่า กรณีของสแตรทิจีอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ตลาดเริ่มประเมินบริษัทถือครอง ‘บิตคอยน์(BTC)’ จากความสามารถในการบริหารสินทรัพย์และภาระทางการเงิน ไม่ใช่ดูแค่ปริมาณเหรียญที่ถือเท่านั้น

ท้ายที่สุด ประเด็นที่นักลงทุนควรจับตาอาจไม่ใช่คำถามว่า สแตรทิจีจะขาย ‘บิตคอยน์(BTC)’ หรือไม่ แต่คือบริษัทจะกำหนดหลักเกณฑ์และจังหวะการใช้ ‘บิตคอยน์(BTC)’ เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์อย่างไรในระยะต่อไป ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทั้งมูลค่าหุ้น ความเชื่อมั่นของตลาด และบทบาทของบริษัทในระบบนิเวศ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ในระยะยาว

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1