สเปซเอ็กซ์(SpaceX, SPCX) เดินหน้าเตรียมขายหุ้น IPO มูลค่า ‘7.5 หมื่นล้านดอลลาร์’ หรือราว 114.1 ล้านล้านวอน ท่ามกลางกระแสจับตาจากตลาดทั่วโลก หลังเพิ่มสัดส่วน ‘นักลงทุนรายย่อย’ เป็นจำนวนมาก พร้อมวางกฎ ‘ห้ามขายระยะสั้น’ เข้มงวดเพื่อลดแรงขายวันแรกเข้าตลาด
สเปซเอ็กซ์มีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดแนสแด็ก(Nasdaq) ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ โดยกำหนดราคาเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO) ที่หุ้นละ 135 ดอลลาร์ และตั้งเป้าระดมทุนราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในดีล IPO ขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ล่าสุดดีลดังกล่าวอยู่ในภาวะ ‘จองซื้อเกิน’ แล้ว ขณะที่นักลงทุนรายย่อยต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงจากการได้จัดสรรหุ้นน้อยลง และข้อจำกัดด้าน ‘การขายหุ้นระยะสั้น’ ที่เข้มงวดกว่าปกติ
โครงสร้าง IPO ของสเปซเอ็กซ์ถูกมองว่า ‘ผิดจากมาตรฐานเดิม’ อย่างชัดเจน เพราะราว 30% ของหุ้น IPO หรือประมาณ 2.25 หมื่นล้านดอลลาร์ ถูกกันไว้ให้กับนักลงทุนรายย่อย ในขณะที่ปกติแล้วดีล IPO ขนาดใหญ่ มักจัดสรรหุ้นให้รายย่อยเพียงราว 5–10% เท่านั้น การเพิ่มสัดส่วนรายย่อยอย่างมากครั้งนี้ จึงถูกประเมินว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนของตลาด IPO ทั่วโลก หากผลลัพธ์การซื้อขายหลังเข้าตลาดออกมาในทิศทางบวก
ขณะเดียวกัน โบรกเกอร์และสถาบันการเงินที่เป็น ‘ผู้จัดจำหน่ายหุ้น IPO’ ต่างออกมาตรการคุมเข้ม ‘การขายทำกำไรระยะสั้น (Flipping)’ เพื่อป้องกันแรงขายถล่มในวันแรกและช่วงแรกของการซื้อขาย โดยแนวคิดหลักคือ ‘บีบให้ถือยาว’ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา
ฟิเดลิตี(Fidelity) กำหนด ‘ระยะเวลาถือครองอย่างน้อย 15 วัน’ พร้อมบทลงโทษที่รุนแรงหากฝ่าฝืน เงื่อนไขคือ หากขายก่อนกำหนดครั้งที่ 1 จะถูกแบนห้ามเข้าร่วมดีล IPO นาน 6 เดือน ครั้งที่ 2 แบน 1 ปี และครั้งที่ 3 จะถูก ‘แบนถาวร’ โดยเชื่อมโยงกับหมายเลขประกันสังคม (SSN) ของนักลงทุนโดยตรง เรียกว่า “พลาด 3 ครั้ง จบเกม” อย่างไรก็ตาม ฟิเดลิตีลดเกณฑ์เงินลงทุนขั้นต่ำสำหรับเข้าร่วม IPO จากเดิม 5 แสนดอลลาร์ ลงมาเหลือเพียง 2,000 ดอลลาร์ ทำให้ ‘นักลงทุนรายย่อยทั่วไป’ เข้าถึงดีลระดับโลกอย่างสเปซเอ็กซ์ได้ง่ายขึ้น
โซไฟ(SoFi) ใช้กฎ ‘ต้องถืออย่างน้อย 30 วัน’ และใช้มาตรการลงโทษที่แข็งกว่าฟิเดลิตี โดยหากขายก่อนกำหนดครั้งที่ 1 จะถูกแบน 180 วัน ครั้งที่ 2 แบน 365 วัน และครั้งที่ 3 แบนถาวรเช่นกัน นอกจากนี้ หากขายหุ้นภายใน 120 วันหลังเข้าซื้อจากดีล IPO โซไฟยังระบุว่าสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 50 ดอลลาร์ต่อรายการได้ด้วย
โรบินฮูด(Robinhood) ใช้เกณฑ์ระยะเวลาถือครองหุ้น 30 วันเช่นกัน หากนักลงทุนขายก่อนครบกำหนดเป็นครั้งแรก จะถูกจำกัดสิทธิการเข้าร่วมจองซื้อ IPO ใหม่เป็นเวลา 60 วัน ด้านอีเทรด(E*TRADE) กำหนด ‘ระยะเวลาถือครองที่แนะนำ’ ไว้ 30 วัน และระบุชัดว่า หากมีการขายหุ้นเร็วเกินไป บริษัทมีสิทธิใช้ดุลยพินิจ ‘จำกัดหรือปิดกั้น’ โอกาสเข้าร่วมดีล IPO ในอนาคตได้
ในอีกมุมหนึ่ง ชาร์ลส์ ชวาบ(Charles Schwab) กลายเป็น ‘ตัวละครพิเศษ’ เพราะเป็นโบรกเกอร์รายใหญ่เพียงรายเดียวที่ยัง ‘ไม่ใช้กฎห้าม Flipping โดยตรง’ นั่นทำให้กลยุทธ์และทิศทางของชวาบถูกจับตาว่าจะดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการความยืดหยุ่นมากกว่ารายอื่นหรือไม่
แซม ทาวบ์(Sam Taube) นักวิเคราะห์จากสื่อการเงิน NerdWallet ให้ ‘ความคิดเห็น’ ว่า “บริษัทหลักทรัพย์ต้องการให้นักลงทุนมองดีล IPO ในฐานะ ‘การลงทุนระยะยาวในศักยภาพการเติบโตของบริษัท’ ไม่ใช่แค่โอกาสทำกำไรเร็วเพียงไม่กี่วัน” เขามองว่าการที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ใช้มาตรการเข้ม เพื่อบีบนักลงทุนให้ถือหุ้นนานขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามรักษา ‘เสถียรภาพโครงสร้าง IPO’ มากกว่าจะเป็นการเอาเปรียบนักลงทุนรายย่อย
เบื้องหลังของมาตรการเหล่านี้มีเหตุผลด้านโครงสร้างตลาดที่ชัดเจน ‘แรงขายมหาศาลในวันแรก’ มักฉุดราคาหุ้นร่วงแรงและเร็ว ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของดีล, ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบัน และความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทผู้ออกหุ้นกับผู้จัดจำหน่าย หากดีลขนาดมหาศาลอย่างสเปซเอ็กซ์ล้มเหลวตั้งแต่วันแรก ย่อมกระทบต่อโอกาสการดึงดีลใหญ่ในอนาคตของบรรดาธนาคารและโบรกเกอร์รายสำคัญโดยตรง
ในมุมโครงสร้างตลาด ‘สเปซเอ็กซ์ IPO’ จึงถูกมองว่าเป็นตัวอย่างสำคัญของการทดลอง ‘เพิ่มสัดส่วนรายย่อย + คุมเข้มการขายระยะสั้น’ ไปพร้อมกัน คำถามคือ นโยบายนี้จะทำให้นักลงทุนรายย่อยลดการเก็งกำไรระยะสั้น และหันมาโฟกัสการถือยาวมากขึ้นจริงหรือไม่ หรือสุดท้ายเพียงแค่ผลักให้พวกเขาไปใช้ช่องทางอื่นที่กฎหลวมกว่า
เมื่อมองในระยะถัดไป ผลการซื้อขายหุ้นสเปซเอ็กซ์หลังเข้าตลาดจะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่ากฎ ‘ห้ามขายระยะสั้น’ จะช่วย ‘ตรึงราคา’ และลดความผันผวนได้จริง หรือเพียงเลื่อนแรงขายไปสู่ช่วงหลังหมดกำหนดถือครองเท่านั้น หากดีลนี้ประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่ราคาหุ้นและความพึงพอใจของนักลงทุน อาจกลายเป็น ‘ต้นแบบใหม่’ ของโครงสร้าง IPO ขนาดใหญ่ทั่วโลก ที่ผสาน ‘เม็ดเงินมหาศาลจากสถาบัน’ เข้ากับ ‘การมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญของนักลงทุนรายย่อย’ ภายใต้กรอบกติกาที่เข้มงวดกว่าเดิม
ความคิดเห็น 0