ความยากในการขุด ‘บิตคอยน์(BTC)’ ปรับลดลงแรงถึง 10.09% เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลายเป็นครั้งที่ 11 ที่มีการปรับลงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ช่วยผ่อนคลายภาระต้นทุนให้เหล่า ‘นักขุดบิตคอยน์(BTC)’ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาตลาดที่ร่วงลงต่อเนื่อง และอัตรากำไรจากการขุดที่หดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ ‘Galaxy Research’ ระบุว่า ความยากในการขุดถูกปรับจากระดับ 138.96 ล้านล้าน (Trillion) ลงมาอยู่ที่ 124.93 ล้านล้าน ที่บล็อกหมายเลข 953,568 นับเป็นการปรับลดครั้งใหญ่เป็นอันดับสองในปี 2026 และหากเทียบกับจุดสูงสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ปัจจุบันระดับความยากลดลงมาแล้วราว 20% ขณะที่ราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ เพียงเดือนนี้เดือนเดียวอ่อนตัวลงไปแล้วประมาณ 15% ส่งผลให้ ‘มาร์จิ้นของนักขุด’ ถูกบีบอัดหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง
‘ความยากในการขุด’ เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ปรับสมดุลให้ความเร็วในการสร้างบล็อกบนเครือข่ายยังคงใกล้เคียงค่าเฉลี่ยเดิม แม้กำลังขุดหรือ ‘แฮชเรต(Hashrate)’ บนเครือข่ายจะเพิ่มหรือลดลงก็ตาม การที่ระดับความยากร่วงลงรอบนี้ สะท้อนว่ามีกำลังขุดบางส่วนออกจากเครือข่ายไปแล้ว ทำให้ ‘นักขุด’ ที่ยังคงต่อเครื่องอยู่มีโอกาสค้นพบบล็อกใหม่ได้ง่ายขึ้น ระยะเวลาของรอบปรับความยาก (Epoch) ครั้งนี้ยาวถึง 15.6 วัน มากกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ราว 14 วัน แสดงให้เห็นว่าความเร็วในการสร้างบล็อกก่อนปรับเริ่มช้าลงกว่าปกติ
ข้อมูลจาก Blockchain.com ชี้ว่า แฮชเรตโดยรวมของเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) ปัจจุบันอยู่ที่ราว 886 เอ็กซะแฮชต่อวินาที (EH/s) ลดลง 12% นับตั้งแต่ต้นเดือน และต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนตุลาคมราว 23% ด้านนักเทรดคริปโต ‘เมอร์ลิน เอนเคลาร์(Merlijn Enkelaar)’ ให้ความเห็นว่า ภาวะปัจจุบันทำให้ ‘นักขุด’ ที่ยังคงเปิดเครื่องอยู่ สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นราว 9% ต่อเครื่องหนึ่งตัว จากการที่คู่แข่งบางส่วนถอนตัวออกไป
ในอีกด้านหนึ่ง ‘แฮชไพรซ์(Hashprice)’ หรือรายได้ต่อกำลังขุด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญด้าน ‘ความสามารถทำกำไรของการขุด’ ปรับตัวขึ้นตามมาเช่นกัน หลังจากการลดลงของความยาก โดยแฮชไพรซ์ดีดขึ้นราว 13% มาอยู่ที่ราว 33 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ต่อกำลังขุด 1 เพตะแฮชต่อวินาที (PH/s) ตามข้อมูลของ Hashrate Index ระดับราคานี้ถูกมองว่าเพียงพอจะพา ‘เหมืองขุด’ จำนวนมากกลับขึ้นมาใกล้จุดคุ้มทุน
อย่างไรก็ดี ภาพรวม ‘สภาพแวดล้อมการขุด’ ยังไม่ได้ดีขึ้นสำหรับทุกคน โดยเฉพาะเหมืองที่ยังใช้เครื่องขุดรุ่นเก่า กินไฟสูง มี ‘ประสิทธิภาพด้านพลังงาน’ ต่ำ ตอนนี้ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนค่าไฟที่สูง เมื่อเทียบกับรายได้ต่อแฮช ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะทยอยปิดเครื่องหรือหยุดดำเนินการ ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่หรือรายที่ลงทุนในเครื่องขุดรุ่นใหม่ที่มี ‘ประสิทธิภาพต่อวัตต์’ ดีกว่า ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบและรับผลกระทบด้านกำไรน้อยกว่า
การปรับ ‘ความยากในการขุดบิตคอยน์(BTC)’ ครั้งถัดไปคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายน (เวลาท้องถิ่น) โดยเว็บไซต์ CoinWarz ประเมินเบื้องต้นว่า ความยากอาจขยับขึ้นราว 1.69% ไปสู่โซนประมาณ 127 ล้านล้าน ซึ่งหาก ‘ราคา บิตคอยน์(BTC)’ ยังผันผวน และแฮชเรตไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เร็ว ธุรกิจเหมืองขุดอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านรายได้ต่อไป
‘ความคิดเห็น’ แม้การปรับลดความยากรอบนี้จะช่วยลดแรงกดดันและทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘กันชนระยะสั้น’ ให้กับนักขุดบิตคอยน์(BTC) แต่ตราบใดที่ราคาเหรียญยังอ่อนตัว ประกอบกับต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าดำเนินการยังอยู่ในระดับสูง แรงบีบในอุตสาหกรรมเหมืองขุดก็มีแนวโน้มจะยังไม่หมดไปในเร็ววัน และอาจเห็นการเปลี่ยนผ่านจากผู้เล่นที่ใช้เครื่องขุดเก่า ไปสู่ผู้เล่นทุนหนาและมีอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงมากขึ้นเรื่อยๆ
ความคิดเห็น 0