กราวิตี้(Gravity) บล็อกเชนเลเยอร์1 ที่พัฒนาโดยทีม กัลเซ(Galxe) ได้เริ่มเดินเครื่องเมนเน็ตอย่างเต็มรูปแบบแล้ว โดยชูจุดเด่นด้านโครงสร้าง EVM ประสิทธิภาพสูงและ ‘เนทีฟออราเคิล’ ที่ฝังอยู่ในระดับโปรโตคอล เพื่อรองรับความต้องการของ AI เอเจนต์และแอปพลิเคชันออนเชนขนาดใหญ่ รายงานของ Messari Research ระบุว่า กราวิตี้(Gravity) ตั้งเป้าด้วยความเร็วบล็อกราว 200 มิลลิวินาที เวลายืนยันธุรกรรมต่ำกว่า 1 วินาที และรองรับธุรกรรมมาตรฐาน ERC-20 ได้มากกว่า 12,000 TPS ซึ่งเป็นทิศทางที่ต่างจากเลเยอร์1 แบบดั้งเดิมที่มักพึ่งพาความขาดแคลนของ blockspace เพื่อสร้างมูลค่า
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Messari Research กราวิตี้(Gravity) ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนแกนการสะสมมูลค่าจากค่าธรรมเนียมบนเครือข่าย ไปสู่บริการของผู้ตรวจสอบเครือข่ายและชั้นแอปพลิเคชันมากขึ้น แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่าทีมพัฒนาไม่ได้ต้องการแข่งกันเพียงตัวเลข TPS แต่ต้องการสร้างสถาปัตยกรรมที่รองรับกรณีใช้งานใหม่ โดยเฉพาะระบบที่ต้องอ่านและเขียนข้อมูลแบบต่อเนื่องในเวลาจริง
เมนเน็ตครั้งนี้เป็นการต่อยอดจาก Gravity Alpha Mainnet ซึ่งเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2024 บนโครงสร้างเลเยอร์2 ของอาร์บิทรัม โดยในช่วงราว 22 เดือนที่ผ่านมา เครือข่ายดังกล่าวประมวลผลธุรกรรมมากกว่า 611 ล้านรายการจากกระเป๋าเงินประมาณ 28.5 ล้านใบ ตัวเลขนี้ถูกใช้เป็นหลักฐานว่าระบบผ่านการทดสอบภายใต้โหลดใช้งานจริงมาแล้วระดับหนึ่ง ก่อนที่ กัลเซ(Galxe) จะย้ายผลิตภัณฑ์หลักของตัวเอง เช่น เควสต์, แอร์ดรอป, พาสปอร์ต, สกอร์, คอมพาส และโปรโตคอลยืนยันตัวตน ขึ้นสู่กราวิตี้(Gravity) L1 เพื่อเป็นโปรดักชันเวิร์กโหลดชุดแรก
ในเชิงเทคนิค Messari Research อธิบายว่า กราวิตี้(Gravity) ใช้กลไกฉันทามติแบบ AptosBFT ผสานกับเอนจินประมวลผลแบบขนาน Grevm 2.0 และการปรับแต่ง Gravity Reth เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ EVM อีกทั้งยังแยกขั้นตอน state commit ออกจากการจัดเก็บข้อมูล ทำให้โครงสร้างทำงานเป็น pipeline 5 ขั้นตอน ได้แก่ การกระจายธุรกรรม การจัดลำดับบล็อก การประมวลผลแบบขนาน การยืนยันสถานะ และการบันทึกสถานะ ข้อดีคือช่วยลดคอขวดที่มักทำให้ทั้งเชนช้าลงเมื่อมีขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งหน่วง
ผลลัพธ์ที่ได้ในเมนเน็ตก็ค่อนข้างชัดเจน เมื่อเทียบกับ Longevity Testnet ที่เคยทำบล็อกได้ราว 500 มิลลิวินาทีและรองรับประมาณ 7,000 TPS ปัจจุบันกราวิตี้(Gravity) สามารถลดเวลาสร้างบล็อกลงเกือบครึ่ง พร้อมขยายความสามารถในการประมวลผล ERC-20 ได้เกือบ 2 เท่า ขณะที่ Gravity Reth ซึ่งเป็น execution layer ทำสถิติได้ราว 1.5 ถึง 1.9 gigagas ต่อวินาทีในการทดสอบแบบแยกสภาพแวดล้อม สูงกว่าค่าเป้าหมาย 1 gigagas ที่เคยระบุไว้ในไลต์เปเปอร์ นอกจากนี้ การเปิดซอร์สโค้ดของ benchmark ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ เพราะเปิดทางให้บุคคลภายนอกตรวจสอบและทดสอบซ้ำได้
อีกจุดที่ทำให้กราวิตี้(Gravity) แตกต่างจากเชน EVM รายอื่นคือ ‘เนทีฟออราเคิล’ โดยปกติการส่งข้อมูลข้ามเชนมักต้องพึ่งเครือข่ายออราเคิลภายนอก คณะผู้ดูแลบริดจ์ หรือรีเลเยอร์ แต่กราวิตี้(Gravity) ใช้ชุดผู้ตรวจสอบเครือข่ายเดียวกันกับที่ผลิตบล็อก มาทำหน้าที่สังเกตเหตุการณ์บนเชนภายนอกและยืนยันการรวมข้อมูลนั้นเข้ามาในกระบวนการฉันทามติโดยตรง เท่ากับว่าความปลอดภัยของเชนและความน่าเชื่อถือของข้อมูลภายนอกไม่ได้แยกออกจากกัน
กรณีใช้งานแรกของโครงสร้างนี้คือบริดจ์สินทรัพย์ระหว่างอีเธอเรียม(ETH) กับกราวิตี้(Gravity) และในระยะต่อไปทีมพัฒนามองถึงการขยายไปสู่ price feed, หลักฐานออฟเชน รวมถึงข้อมูลภายนอกประเภทอื่น เช่น เหตุการณ์ทางการเมือง สภาพอากาศ หรือผลการแข่งขันกีฬา ซึ่งอาจกลายเป็นฐานสำคัญสำหรับแอปพลิเคชันใหม่ที่ต้องใช้ข้อมูลโลกจริงบนเชน
การวางโครงสร้างแบบนี้ยังเชื่อมโยงกับแนวโน้มของ AI เอเจนต์ในโลกบล็อกเชนโดยตรง เพราะ AI เอเจนต์ยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอตตอบคำถาม แต่เริ่มพัฒนาเป็นระบบที่สามารถอ่านสถานะบนเชน เขียนธุรกรรม และตัดสินใจเป็นหลายขั้นตอนตามสัญญาณภายนอกแบบอัตโนมัติ ปัญหาคือหลายเชนในปัจจุบันยังมี finality หลายวินาที ค่าธรรมเนียมสูง และพึ่งออราเคิลแบบแยกชั้น ทำให้ไม่เหมาะกับการตัดสินใจต่อเนื่องที่ต้องตอบสนองเร็ว กราวิตี้(Gravity) จึงพยายามลดข้อจำกัดนี้ด้วยบล็อกไทม์ 200 มิลลิวินาที ค่าธรรมเนียมพื้นฐาน 50 Gwei และโครงสร้างต้นทุนต่ำ
ทีมยังเตรียมเครื่องมือ ‘Skill’ สำหรับ AI coding agent โดยเฉพาะ ซึ่งรวมข้อมูลอย่างพารามิเตอร์เครือข่าย ที่อยู่ system contract, ABI ของเนทีฟออราเคิล, บริดจ์โทเคน G, ฟังก์ชันสุ่มบนเชน และข้อมูล precompile ของ EVM เอาไว้ด้วย แนวคิดคือให้เอเจนต์อย่าง Claude Code, Cursor หรือ Codex สามารถดึงความรู้เฉพาะของเชนมาใช้งานได้โดยตรง ทั้งในการ deploy smart contract, ตรวจสอบสถานะ, ส่งธุรกรรม หรือจัดการงานดูแลเครือข่ายบางประเภท
ในด้านโทเคโนมิกส์ โทเคนประจำเครือข่ายคือ G ซึ่งแปลงมาจากโทเคน กัล(GAL) ในอัตรา 1 ต่อ 60 และมีอุปทานสูงสุด 12,000 ล้านเหรียญ G ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ 4 ด้าน ได้แก่ ค่าแก๊ส การสเตกกิง การกำกับดูแล และการชำระเงิน ผู้ตรวจสอบเครือข่ายต้องสเตก G เพื่อเข้าร่วมทั้งกระบวนการฉันทามติและการยืนยันข้อมูลของเนทีฟออราเคิล ขณะที่ผู้ถือโทเคนสามารถมีส่วนร่วมผ่าน G DAO ในประเด็นสำคัญ เช่น การปรับชุดผู้ตรวจสอบ โครงสร้างเศรษฐศาสตร์ของเครือข่าย และการลงทะเบียนออราเคิลใหม่ นอกจากนี้ G ยังถูกใช้เป็นโทเคนชำระเงินภายในผลิตภัณฑ์ของ กัลเซ(Galxe) ด้วย
อย่างไรก็ดี กราวิตี้(Gravity) ยังมีความเสี่ยงที่ตลาดต้องจับตา เนื่องจากเมนเน็ตในระยะแรกเริ่มต้นด้วยโครงสร้างผู้ตรวจสอบแบบได้รับอนุญาต หรือ permissioned validator ซึ่งทำให้ข้อกังวลเรื่องการรวมศูนย์ยังไม่หายไป อีกด้านหนึ่ง ปริมาณธุรกรรมช่วงต้นมีแนวโน้มพึ่งพาแอปในเครือ กัลเซ(Galxe) ค่อนข้างมาก จึงอาจสะท้อนการพึ่งพาระบบนิเวศเดียวมากเกินไป
ส่วนเนทีฟออราเคิลเองแม้จะลดการพึ่งพาชั้นความเชื่อถือภายนอกได้ แต่เมื่อจำนวนเชนที่รองรับเพิ่มขึ้น พื้นที่การโจมตีก็อาจขยายตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นปัจจัยชี้ขาดในช่วงต่อไปน่าจะอยู่ที่ความเร็วในการขยายชุดผู้ตรวจสอบ การเปลี่ยนผ่านไปสู่เครือข่ายแบบไร้การอนุญาตอย่างราบรื่น ความเสถียรของการเชื่อมต่อเชนภายนอก และความสามารถในการดึงนักพัฒนาภายนอกเข้ามาสร้างแอปบนระบบนิเวศ
โรดแมปของทีมถือว่าค่อนข้างชัดเจนในตอนนี้ โดยเป้าหมายแรกคือรองรับโหลดใช้งานจริงจากผลิตภัณฑ์ของ กัลเซ(Galxe) ให้ได้อย่างปลอดภัยและไร้อุบัติเหตุด้านความมั่นคง จากนั้นจะค่อยๆ ขยายชุดผู้ตรวจสอบเครือข่ายเพื่อมุ่งสู่โครงสร้างแบบ permissionless เต็มรูปแบบ พร้อมกันนั้นยังมีแผนขยายขอบเขตของเนทีฟออราเคิลไปยังเชน EVM อื่นนอกเหนือจากอีเธอเรียม(ETH) และรองรับทั้งข้อมูลราคาและข้อมูลภายนอกที่ไม่ใช่สินทรัพย์
ทีมพัฒนายังอยู่ระหว่างเตรียมโปรแกรมดึงผู้พัฒนาภายนอกเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฮกกาธอน ทุนสนับสนุนสำหรับบิลเดอร์ และความร่วมมือด้านระบบนิเวศหลายรูปแบบ เพื่อเร่งให้กราวิตี้(Gravity) เติบโตจากเชนที่รองรับทราฟฟิกของ กัลเซ(Galxe) ไปสู่แพลตฟอร์มบล็อกเชนอิสระที่มีผู้ใช้งานและแอปจากหลายฝ่าย
ความคิดเห็น กราวิตี้(Gravity) เป็นความพยายามที่น่าสนใจในการเปลี่ยนการแข่งขันของเลเยอร์1 จากการแข่งตัวเลข throughput เพียงอย่างเดียว ไปสู่การออกแบบเชนให้เหมาะกับการทำงานของ AI เอเจนต์และข้อมูลข้ามเชนแบบฝังในโปรโตคอล จุดแข็งสำคัญคือการมีทราฟฟิกจริงตั้งแต่วันแรก ซึ่งช่วยลดปัญหา cold start ได้พอสมควร แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่าเชนจะก้าวข้ามช่วง permissioned ได้เร็วแค่ไหน และจะสร้างระบบนิเวศที่ไม่ต้องพึ่ง กัลเซ(Galxe) เป็นหลักได้หรือไม่ หากทำได้ กราวิตี้(Gravity) อาจกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่น่าจับตาของบล็อกเชนยุค AI ได้จริง
ความคิดเห็น 0