Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

แอนโทรปิกระงับ Fable 5-Mythos 5 จุดกระแส DeAI และเหรียญความเป็นส่วนตัว หลัง บิทเทนเซอร์(TAO) พุ่ง 30%

แอนโทรปิกระงับ Fable 5-Mythos 5 จุดกระแส DeAI และเหรียญความเป็นส่วนตัว หลัง บิทเทนเซอร์(TAO) พุ่ง 30% / Tokenpost

การจำกัดการเข้าถึงโมเดล AI ประสิทธิภาพสูงของแอนโทรปิก(Anthropic) กำลังทำให้ตลาดหันกลับมามอง ‘DeAI’ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน ‘ความเป็นส่วนตัว’ อีกครั้ง หลังกรณี Fable 5 และ Mythos 5 ถูกระงับการเข้าถึงในวงกว้างสะท้อนว่า ความเสี่ยงของ AI แบบรวมศูนย์ไม่ได้อยู่แค่เรื่องกฎระเบียบ แต่ลึกไปถึงปัญหา ‘สิทธิการเข้าถึง’ และ ‘การควบคุมจากส่วนกลาง’ โดยตรง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Exilist ระบุว่า เหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นตัวเร่งความต้องการของตลาดต่อทางเลือกแบบกระจายศูนย์

ประเด็นเริ่มขึ้นหลังแอนโทรปิกเปิดตัว Fable 5 และ Mythos 5 ซึ่งเป็นโมเดลใหม่ในตระกูล Claude โดย Fable 5 ถูกวางตำแหน่งเป็นโมเดลประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้ใช้ทั่วไป เน้นงานด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และงานที่ต้องใช้บริบทยาวต่อเนื่อง ขณะที่ Mythos 5 ถูกออกแบบให้เข้าถึงแบบจำกัดสำหรับทีมความปลอดภัยและผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ มากกว่าจะเปิดสู่สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม หลังเปิดตัวไม่นาน รัฐบาลสหรัฐมีคำสั่งให้ระงับการเข้าถึงโมเดลดังกล่าวสำหรับผู้ถือสัญชาติต่างชาติ ซึ่งมีรายงานว่าครอบคลุมทั้งผู้ใช้นอกสหรัฐ ผู้พำนักในสหรัฐที่ถือสัญชาติอื่น รวมถึงพนักงานต่างชาติของแอนโทรปิกเองด้วย บริษัทจึงตัดสินใจหยุดการเข้าถึง Fable 5 และ Mythos 5 สำหรับลูกค้าทั้งหมด เนื่องจากมองว่าการคัดกรองผู้ใช้ตามเงื่อนไขละเอียดทำได้ยากในทางปฏิบัติ

กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงซอฟต์แวร์ทั่วไปอีกต่อไป แต่กำลังถูกปฏิบัติในฐานะเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการส่งออกและความมั่นคงของชาติ Exilist ประเมินว่า แก่นของเรื่องอยู่ที่การที่ AI สมรรถนะสูงเริ่มถูกมองว่าเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงไซเบอร์ การป้องกันโครงสร้างพื้นฐาน และแม้แต่ศักยภาพในการโจมตี

Fable 5 ถูกอธิบายว่าเป็นโมเดลที่ทำงานซับซ้อนได้ดีขึ้น สามารถแตกงานออกเป็นหลายขั้นตอน และติดตามบริบทยาวได้แม้มีคำสั่งไม่มาก ส่วน Mythos 5 มีลักษณะใกล้เคียงเครื่องมือตรวจสอบความปลอดภัยมากกว่า เพราะสามารถวิเคราะห์โค้ดเก่า ตรวจจับช่องโหว่ และระบุจุดบกพร่องภายในระบบได้

ความสามารถแบบนี้มีประโยชน์มากในเชิงป้องกัน แต่ก็อาจถูกใช้ในเชิงรุกได้เช่นกัน การค้นหาช่องโหว่ช่วยให้ทีมความปลอดภัยแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น แต่หากผู้ไม่หวังดีมีเครื่องมือเดียวกัน ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นทันที แอนโทรปิกยังเปิดเผยด้วยว่ารัฐบาลสหรัฐกังวลเรื่องความเป็นไปได้ในการ ‘เจลเบรก’ มาตรการความปลอดภัยของ Fable 5 แม้บริษัทจะโต้แย้งว่าช่องโหว่ดังกล่าวมีขอบเขตจำกัด และโมเดลอื่นในตลาดก็มีความเสี่ยงลักษณะใกล้เคียงกัน

นอกจากนั้น สื่อต่างประเทศยังรายงานว่าภาครัฐสหรัฐกังวลว่าอาจมีหน่วยงานที่เชื่อมโยงกับจีนเข้าถึง Mythos 5 ได้ แม้รายละเอียดเชิงข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่เริ่มเห็นชัดคือ ใครเข้าถึงโมเดล AI ได้ และเข้าถึงผ่านช่องทางใด กำลังกลายเป็นตัวแปรด้านความมั่นคงอย่างจริงจัง

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ ‘การกลั่นแบบจำลอง’ หรือ model distillation ซึ่งหมายถึงการใช้เอาต์พุตและรูปแบบการตอบสนองของโมเดลต้นฉบับไปฝึกโมเดลขนาดเล็กกว่าให้เลียนแบบความสามารถหลักได้ แม้ไม่ได้ครอบครองไฟล์โมเดลต้นฉบับโดยตรง แต่หากมีสิทธิใช้งานมากพอ ก็อาจถอดแบบศักยภาพบางส่วนออกมาได้ นี่ทำให้ในมุมมองของภาครัฐ การเปิดให้เข้าถึงเองก็อาจเป็นความเสี่ยง ส่งผลให้ AI แบบรวมศูนย์ยิ่งทรงพลังมากเท่าไร ก็ยิ่งถูกควบคุมเข้มมากขึ้นเท่านั้น

จุดนี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มเปรียบเทียบกับตลาดคริปโต บิตคอยน์(BTC) เติบโตขึ้นมาในฐานะเครือข่ายทางเลือกที่ไม่ต้องพึ่งธนาคารกลางหรือสถาบันการเงิน เช่นเดียวกับ ซีแคช(ZEC) ที่เข้ามาตอบโจทย์ ‘ความเป็นส่วนตัว’ ในโลกบล็อกเชนที่ข้อมูลส่วนใหญ่เปิดเผยต่อสาธารณะ Exilist มองว่า AI ก็อาจเดินในเส้นทางคล้ายกัน กล่าวคือ แม้ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังอยู่กับแพลตฟอร์มรวมศูนย์ แต่จะมีผู้ใช้บางกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ ‘การเข้าถึงอย่างต่อเนื่อง’ อธิปไตยข้อมูล และการต้านทานการเซ็นเซอร์ มากกว่าประสิทธิภาพสูงสุดเพียงอย่างเดียว

รายงานยังมองว่า ผู้เล่นรายใหญ่อย่างโอเพนเอไอ(OpenAI), แอนโทรปิก และกูเกิล(Google) มีแนวโน้มครองตลาดหลักต่อไป เพราะถือทั้งเงินทุน ข้อมูล ชิปประมวลผล และฐานลูกค้าองค์กรไว้พร้อม แต่ยุคที่ตลาดตัดสินกันด้วยประสิทธิภาพโมเดลเพียงอย่างเดียวอาจกำลังสิ้นสุด เพราะต่อให้โมเดลเก่งแค่ไหน หากถูกปิดสิทธิการเข้าถึงด้วยคำสั่งภาครัฐหรือนโยบายบริษัท มูลค่าการใช้งานจริงก็ลดลงทันที ด้วยเหตุนี้ ‘DeAI’ จึงอาจไม่ได้มาแทนที่ AI แบบรวมศูนย์ทั้งหมด แต่เป็น ‘ทางเลือกเสริม’ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการควบคุม

ตลาดตอบสนองต่อแนวคิดนี้อย่างชัดเจนผ่าน บิทเทนเซอร์(TAO) ซึ่งถูกยกเป็นตัวอย่างเด่น Grayscale มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดตระหนักถึงความเสี่ยงของ AI แบบรวมศูนย์ และมองเห็นความจำเป็นของเครือข่าย AI แบบกระจายศูนย์มากขึ้น รายงานระบุว่า TAO ปรับตัวขึ้นราว 30% ภายใน 12 ชั่วโมงหลังข่าวจากแอนโทรปิกเผยแพร่ สะท้อนว่าผู้ลงทุนเริ่มนำปัจจัยด้าน ‘สิทธิการเข้าถึง AI’ ไปคำนวณในราคาแล้ว ไม่ใช่แค่เก็งกำไรตามกระแสข่าวระยะสั้น

บิทเทนเซอร์อธิบายตัวเองว่าเป็นเครือข่ายที่ใกล้เคียง ‘บิตคอยน์(BTC) ของโลก AI’ โดยเน้นเชื่อมผู้ให้บริการโมเดลและทรัพยากรประมวลผลเข้าด้วยกันผ่านระบบจูงใจแบบไร้ศูนย์กลาง มุมมองของ Exilist คือ คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าบิทเทนเซอร์จะสร้างโมเดลอเนกประสงค์ที่เก่งกว่าแอนโทรปิกหรือโอเพนเอไอได้ทันทีหรือไม่ แต่คือมันสามารถเป็นทางเลือกใช้งานได้หรือเปล่า หากวันหนึ่งประตูของ AI แบบรวมศูนย์ถูกปิดลง

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ถูกพูดถึงในบริบทเดียวกัน เช่น เรนเดอร์(Render), อาคาช เน็ตเวิร์ก, เจนซิน(Gensyn), ริชวล(Ritual) และ นูส์ รีเสิร์ช(Nous Research) โดยเรนเดอร์และอาคาช เน็ตเวิร์ก มุ่งกระจายทรัพยากร GPU และพลังประมวลผล เจนซินเน้นการกระจายศูนย์ของการฝึกและตรวจสอบโมเดล ริชวลเชื่อม AI เข้ากับแอปพลิเคชันบนบล็อกเชน ส่วน นูส์ รีเสิร์ช สะท้อนแนวทางโอเพนซอร์สที่ลดการพึ่งพาโมเดลรวมศูนย์ อย่างไรก็ดี Exilist เตือนว่าแต่ละโครงการอยู่คนละช่วงพัฒนา มีจำนวนการใช้งานจริงและโครงสร้างโทเคนต่างกัน จึงไม่ควรประเมินแบบเหมารวม

สิ่งที่น่าสนใจอีกด้านคือ ‘ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ ของแอนโทรปิกเอง เพราะบริษัทนี้เดิมไม่ได้อยู่ฝั่งต่อต้านการกำกับดูแล ตรงกันข้าม ดาริโอ อาโมเดอี(Dario Amodei) ซีอีโอของบริษัทเคยสนับสนุนแนวคิดให้มีการประเมินความปลอดภัยของโมเดลขั้นสูงโดยหน่วยงานอิสระมาแล้วหลายครั้ง แต่สุดท้ายบริษัทก็กลายเป็นผู้ที่ถูกจำกัดโดยกฎและการควบคุมเสียเอง นี่สะท้อนปัญหาสำคัญว่า โมเดลที่ทรงพลังอาจเป็นทั้ง ‘ความเสี่ยง’ และ ‘เครื่องมือป้องกัน’ ในเวลาเดียวกัน หากปิดกั้นมากเกินไป ฝ่ายป้องกันก็อาจเสียเครื่องมือสำคัญไม่ต่างจากฝ่ายโจมตี

Exilist มองว่าต่อจากนี้ การประเมินมูลค่าโครงการ AI น่าจะต้องดูอย่างน้อย 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ‘การเข้าถึงอย่างต่อเนื่อง’ ว่าเครือข่ายยังใช้งานได้หรือไม่ แม้มีการจำกัดจากรัฐหรือบริษัท เรื่องที่สองคือ ‘ความเป็นส่วนตัว’ เพราะองค์กรจำนวนมากกังวลมากขึ้นว่าโค้ด ข้อมูลลูกค้า เอกสารภายใน ช่องโหว่ระบบ และงานวิจัย จะถูกเก็บไว้ที่ไหน และใครมีสิทธิเข้าถึง เรื่องสุดท้ายคือ ‘ร่องรอยการใช้งานจริง’ หากโครงการ DeAI มีประโยชน์จริง ก็ควรมีข้อมูลรองรับ เช่น ปริมาณการเรียกใช้โมเดล ขนาดการประมวลผล หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้ ไม่ใช่อาศัยเพียงราคาของโทเคนที่ปรับขึ้น

ท้ายที่สุด กรณี Fable 5 และ Mythos 5 แสดงให้เห็นว่าการแข่งขันในโลก AI ไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครสร้างโมเดลที่ฉลาดที่สุดอีกแล้ว แต่รวมถึงว่าใครเข้าถึงมันได้ ภายใต้เงื่อนไขแบบไหน และข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการใช้งานถูกเก็บไว้ที่ใด Exilist สรุปว่า เมื่อ AI ทรงพลังมากขึ้น การควบคุมก็มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้นตามไปด้วย และนั่นอาจเปิดพื้นที่ให้ ‘DeAI’ กับโครงสร้างพื้นฐานด้าน ‘ความเป็นส่วนตัว’ เติบโตเป็นตลาดเฉพาะตัว คล้ายบทบาทของ บิตคอยน์(BTC) และ ซีแคช(ZEC) ในโลกคริปโต

“ความคิดเห็น” เหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตลาดเริ่มวัดศักยภาพโครงการ AI จาก ‘สิทธิการเข้าถึง’ และ ‘อธิปไตยของข้อมูล’ ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพของโมเดลอย่างจริงจัง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1