ดีทีซีซี(DTCC) ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ในสหรัฐ ปิดดีลธุรกรรมจริงบนบล็อกเชนสำหรับหุ้น, ETF และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้เป็นครั้งแรก สะท้อนว่า ‘โทเคนไนเซชัน’ และระบบชำระบัญชีบนบล็อกเชนสำหรับสถาบันการเงินได้ก้าวพ้นช่วงทดลองแล้ว เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม (เวลาท้องถิ่น) ตามการวิเคราะห์ล่าสุดของ เม็กซ์ซี เวนเจอร์ส(MEXC Ventures) ธุรกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง โดยมีสถาบันมากกว่า 40 แห่งเข้าร่วม รวมถึง เจพีมอร์แกน และ แบล็กร็อก และยังถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าระบบชำระบัญชีของตลาดการเงินสหรัฐอาจเริ่มถูกยกเครื่องครั้งใหญ่ ก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคมนี้
จุดสำคัญของความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การออกสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่ แต่เป็นการนำหลักทรัพย์เดิมขึ้นไปอยู่บนบล็อกเชนในรูปแบบ ‘ดิจิทัลทวิน’ ซึ่งยังคงสิทธิทางกฎหมายและสาระทางเศรษฐกิจเหมือนสินทรัพย์ต้นฉบับทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิความเป็นเจ้าของ สิทธิรับเงินปันผล หรือสิทธิออกเสียง แนวทางนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญมากที่สุด และทำให้บล็อกเชนสามารถถูกนำมาใช้ภายใต้กรอบกฎหมายหลักทรัพย์เดิมได้จริง
ดีทีซีซี(DTCC) ถือเป็นศูนย์กลางของระบบชำระราคาและส่งมอบในตลาดทุนสหรัฐ ด้วยมูลค่าธุรกรรมที่ประมวลผลต่อปีระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีขององค์กรนี้จึงมีความหมายมากกว่าการทดสอบทั่วไป เม็กซ์ซี เวนเจอร์ส(MEXC Ventures) ระบุว่า ธุรกรรมรอบนี้ไม่ใช่การทดสอบบนเทสต์เน็ตหรือแค่การพิสูจน์แนวคิด แต่เป็นการทำงานในระบบปฏิบัติการจริงครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานการเงินแบบรวมศูนย์สามารถผสานกับบล็อกเชนเพื่อทำหน้าที่ชำระบัญชีได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขอบเขตของธุรกรรมที่รองรับก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบางกรณี โดยมีทั้งหมด 7 ประเภท ได้แก่ การวางหลักประกัน, การให้ยืมหลักทรัพย์, ธุรกรรมเรโปพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ, การส่งมอบหลักทรัพย์เทียบกับการชำระเงินหรือ DVP, การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ต่อสินทรัพย์หรือ DVD, การโอนโทเคนหุ้น และเวิร์กโฟลว์มาร์จินของสำนักหักบัญชีกลาง หลายขั้นตอนในรายการเหล่านี้เดิมต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งวัน หรือยังพึ่งพาการทำงานด้วยมือจากตัวกลางบางส่วน การเปลี่ยนมาใช้บล็อกเชนจึงมีโอกาสลดความล่าช้าในการชำระบัญชี และทำให้การเคลื่อนย้ายหลักประกันเป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น
เหตุผลที่สถาบันการเงินเข้าร่วมจำนวนมากอยู่ที่ประโยชน์เชิงปฏิบัติ 2 ด้าน คือ ‘ความเร็ว’ และ ‘ต้นทุน’ ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์สหรัฐใช้มาตรฐานชำระบัญชีแบบ T+1 เป็นหลัก แต่โครงสร้างบนบล็อกเชนอาจย่นระยะเวลาลงใกล้เคียง T+0 ได้ ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารหลักประกัน ต้นทุนการกู้ยืม และความเสี่ยงจากการชำระบัญชีล้มเหลวของผู้เล่นรายใหญ่ หากสินทรัพย์ที่กระจายอยู่ตามสำนักหักบัญชีและผู้รับฝากทรัพย์สินหลายแห่งสามารถเคลื่อนย้ายได้แทบแบบเรียลไทม์ ประสิทธิภาพการบริหารสภาพคล่องก็ย่อมดีขึ้นอย่างชัดเจน
ในด้านเทคนิค ดีทีซีซี(DTCC) เลือกใช้สถาปัตยกรรมมัลติเชน โดยทำงานควบคู่กันระหว่างเครือข่ายส่วนตัวอย่าง ไฮเปอร์เลดเจอร์ เบซู(Hyperledger Besu) และเครือข่ายลักษณะสาธารณะอย่าง แคนตัน(Canton) การออกแบบแบบนี้ช่วยลดการพึ่งพาเชนเดียว เพิ่มความยืดหยุ่น และเปิดทางให้สถาบันเลือกเครือข่ายตามลักษณะการใช้งานของตนเองได้มากขึ้น มุมนี้ถูกมองว่าเป็นการตอบโจทย์ความกังวลหลักของนักลงทุนสถาบัน ทั้งเรื่องการขยายระบบ ความปลอดภัย และการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่าย
ขณะเดียวกัน ผู้จัดการสินทรัพย์ระดับโลกก็เร่งขยับตามเทรนด์นี้เช่นกัน แบล็กร็อกอยู่ระหว่างผลักดันการจดทะเบียนกองทุนตลาดเงินแบบโทเคนไนซ์บน อีเธอเรียม(ETH) ในสัปดาห์เดียวกัน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทถูกประเมินว่ามีขนาดราว 1.1 แสนล้านดอลลาร์ ภาพนี้สะท้อนว่าผู้เล่นการเงินแบบดั้งเดิมไม่ได้มองบล็อกเชนเป็นเพียงพื้นที่ทดลองอีกต่อไป แต่กำลังพยายามนำไปใช้กับสินทรัพย์สภาพคล่องสูง หลักทรัพย์ และระบบบริหารหลักประกันอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวจากฝั่งการชำระเงินดิจิทัลด้วยเช่นกัน หลังมีสัญญาณว่า คอยน์เบส, มาสเตอร์การ์ด, สไตรป์ และ วีซา อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการสเตเบิลคอยน์ใหม่ ยิ่งทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการชำระเงินและการชำระบัญชีแบบดิจิทัลมีมิติที่ชัดขึ้น และอาจเร่งการเชื่อมต่อระหว่างตลาดทุนแบบดั้งเดิมกับโครงสร้างพื้นฐานบนบล็อกเชนในวงกว้าง
ฝั่งเอเชียเองก็เริ่มเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ได้เสนอแผนทดลองออกพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชนภายในปี 2027 พร้อมส่งสัญญาณปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อยอมรับระบบบัญชีบนเครือข่ายกระจายศูนย์ให้มีสถานะเป็นทะเบียนหลักทรัพย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากการทำธุรกรรมจริงของ ดีทีซีซี(DTCC) ในสหรัฐ เดินหน้าควบคู่กับการแก้กฎหมายในเกาหลีใต้ ก็มีโอกาสที่ ‘โทเคนไนเซชัน’ จะขยายจากตลาดเอกชนไปสู่พันธบัตรสาธารณะและหลักทรัพย์เสนอขายต่อประชาชนได้เร็วขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญในตลาดมองว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บล็อกเชนก้าวเข้าสู่บทบาท ‘โครงสร้างพื้นฐานใช้งานจริง’ ของตลาดหลักทรัพย์ จากเดิมที่เทคโนโลยีดังกล่าวมักถูกเชื่อมโยงกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง บิตคอยน์(BTC) และ อีเธอเรียม(ETH) เป็นหลัก วันนี้มันเริ่มถูกนำมาใช้กับการชำระบัญชีหลักทรัพย์แบบดั้งเดิมโดยตรงแล้ว
อย่างไรก็ตาม บททดสอบที่แท้จริงจะอยู่ที่การเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคม ว่าสุดท้ายแล้วจะมีสถาบันจำนวนมากแค่ไหนที่ย้ายปริมาณธุรกรรมจริงเข้าสู่ระบบนี้ รวมถึงผลลัพธ์ด้านเวลาการชำระบัญชีและการทำงานอัตโนมัติของหลักประกันจะพิสูจน์ออกมาเป็นตัวเลขได้มากเพียงใด ความเห็น จาก เม็กซ์ซี เวนเจอร์ส(MEXC Ventures) มองว่า ธุรกรรมครั้งนี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญว่า ‘โทเคนไนเซชัน’ และบล็อกเชนกำลังเปลี่ยนจากเครื่องมือเสริมในภาคการเงิน ไปสู่การเป็นแกนหลักของระบบปฏิบัติการในตลาดทุนยุคใหม่ได้จริง
ความคิดเห็น 0