จำนวนกระเป๋าบิตคอยน์(BTC) ที่ถือเหรียญเกิน 10,000 BTC เพิ่มขึ้นเป็น 90 ใบ สูงสุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงราว 2% ในรอบ 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดการตีความที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางอุปสงค์บนเครือข่ายออนเชน
Finbold รายงานเมื่อวันที่ 11 (เวลาท้องถิ่น) ว่าบิตคอยน์ถูกเทขายลงจากแนวต้านที่ราว 65,180 ดอลลาร์ ก่อนจะซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 64,080 ดอลลาร์ ณ เวลาที่รายงาน อัตราการเปลี่ยนแปลงในรอบ 30 วันอยู่ที่ 0.2% ส่วนมูลค่าการซื้อขายในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 21,640 ล้านดอลลาร์
ข้อมูลจาก Santiment ระบุว่ากระเป๋าที่ถือบิตคอยน์มากกว่า 10,000 BTC มีจำนวนรวม 90 ใบ เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 8 สัปดาห์ก่อนประมาณ 6 ใบ หรือคิดเป็น 7.1% ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026
ที่น่าสนใจคือจำนวนกระเป๋ารายใหญ่เพิ่มขึ้นพร้อมกับราคาที่อ่อนตัวลง การที่จำนวนกระเป๋าระดับบนเพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาถูกเทขายจากแนวต้าน อาจตีความได้ว่าเหรียญที่หมุนเวียนในตลาดกำลังไหลไปสู่ผู้ถือครองรายใหญ่ที่มีกำลังถือครองสูง
ในทางกลับกัน ก็มีการตีความอีกด้านหนึ่งได้เช่นกัน การที่กระเป๋ารายใหญ่เพิ่มขึ้นแต่ราคายังไม่กลับตัวในทันที อาจสะท้อนว่าแรงซื้อระยะสั้นยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะดันราคาขึ้นได้
Santiment วิเคราะห์ ณ วันที่ 11 (เวลาท้องถิ่น) ว่าสัดส่วนผู้ถือครองรายย่อยที่ลดลงพร้อมกับบทบาทของกระเป๋ารายใหญ่ที่เพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณที่ทำให้ 'โอกาสการฟื้นตัวระยะสั้น' สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการวิเคราะห์แบบมีเงื่อนไขจากการกระจายตัวของกระเป๋าออนเชนเท่านั้น ไม่ใช่การยืนยันว่าราคาจะปรับตัวขึ้น
ทั้งนี้ ตัวเลขจำนวนกระเป๋ามีข้อจำกัด เนื่องจากจำนวนที่อยู่กระเป๋าไม่ได้เท่ากับจำนวนนักลงทุนเสมอไป นักลงทุนคนเดียวอาจถือครองหลายที่อยู่ ขณะเดียวกันที่อยู่เดียวก็อาจรวมสินทรัพย์ของผู้ใช้หลายรายไว้ด้วยกัน
Santiment เคยอธิบายในเอกสารประกอบการศึกษาว่ากลุ่มผู้ถือครองระหว่าง 10-10,000 BTC เป็นช่วงที่ควรจับตาหลัก เพราะในกลุ่มที่ถือเกิน 10,000 BTC อาจมีกระเป๋าของศูนย์ซื้อขายและผู้ให้บริการสภาพคล่องปะปนอยู่ด้วย ทำให้ยากที่จะสรุปว่าจำนวนกระเป๋าที่เพิ่มขึ้นเป็นการซื้อสะสมของนักลงทุนล้วนๆ
ดังนั้นตัวเลข 90 ใบในครั้งนี้จึงพอเป็นเบาะแสด้านอุปสงค์ที่บ่งชี้ว่าบทบาทของที่อยู่รายใหญ่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ตัวเลขที่แสดงขนาดการสะสมเหรียญที่แท้จริงโดยตรง การพิจารณาความเปลี่ยนแปลงของยอดถือครองรายกระเป๋าควบคู่กับกระแสเงินเข้า-ออกจากศูนย์ซื้อขาย จะช่วยแยกแยะลักษณะที่แท้จริงของการเพิ่มขึ้นของจำนวนที่อยู่ได้ชัดเจนขึ้น
ข้อมูลออนเชนในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวเสมอไป CoinDesk รายงานเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่าผู้ถือครองรายใหญ่ซื้อบิตคอยน์เพิ่มอีกราว 270,000 BTC มูลค่า 16,700 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลา 2 สัปดาห์
ในช่วงเวลาเดียวกัน กองทุน Bitcoin Spot ETF ของสหรัฐฯ กลับมีเงินไหลออกสุทธิถึง 4,060 ล้านดอลลาร์ตลอดเดือนมิถุนายน ซึ่งขณะนั้นการเข้าซื้อของผู้ถือครองรายใหญ่ถูกตีความว่าเป็นรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นใกล้จุดต่ำสุดของวัฏจักรตลาดในอดีต
แต่ก็มีกรณีตรงกันข้ามเช่นกัน CoinDesk รายงานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่าหากรูปแบบที่วาฬทำกำไรในช่วงตลาดฟื้นตัว ขณะที่นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อในช่วงราคาลงยังคงดำเนินต่อไป อาจเป็นสัญญาณว่ารอบการปรับฐานยังไม่จบ
กล่าวคือดัชนีวาฬตัวเดียวกันสามารถให้ความหมายต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงการถือครองใดที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ทิศทางของราคา มูลค่าการซื้อขาย และกระแสเงินทุนของ ETF ที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกันหรือไม่ ก็มีผลต่อการตีความเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานแนวโน้มที่ยอดถือครองบิตคอยน์ของกลุ่มวาฬเพิ่มขึ้นแตะ 3.06 ล้าน BTC มาแล้ว โดยครั้งนั้นก็มีการวิเคราะห์ว่าการเพิ่มขึ้นของยอดถือครองในกระเป๋ารายใหญ่จะสะท้อนอุปสงค์ที่ฟื้นตัวจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาร่วมกับกระแสเงินเข้าศูนย์ซื้อขาย กำไรขาดทุนของผู้ถือครองระยะสั้น และทิศทางคำสั่งซื้อขายในตลาดสปอตประกอบกัน
สำหรับตัวเลขล่าสุดนี้ก็เช่นกัน ควรแยกพิจารณาระหว่างข้อเท็จจริงที่ว่ากระเป๋าที่ถือเกิน 10,000 BTC เพิ่มขึ้นเป็น 90 ใบ กับคำถามที่ว่าราคาจะฟื้นตัวหรือไม่ แม้จำนวนกระเป๋ารายใหญ่จะขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน แต่ในช่วงเวลาเดียวกันบิตคอยน์กลับปรับตัวลงราว 2% ในรอบ 24 ชั่วโมง
ความคิดเห็น 0