เครือฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป (Hyundai Motor Group) เปิดเผยผลสำเร็จการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในสายการผลิต โดยระบุว่ามีพนักงานในองค์กรใช้งาน Generative AI แล้วกว่า 30,000 คน และสามารถลดเวลาตรวจสอบข้อมูลการทดสอบชนรถลงได้ราว 90% ขณะที่ผู้บริหารระดับสูง รวมถึง ชอง อึยซอน (Euisun Chung) ประธานเครือฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป ก็เข้าร่วมอบรมการเขียนโค้ดด้วย AI หรือ 'ไวบ์โค้ดดิ้ง' (Vibe Coding) ด้วยตนเอง
เครือฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป จัดงาน 'เวทีนำเสนอผลสำเร็จ AX ของเครือฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป' พร้อมเวิร์กช็อปไวบ์โค้ดดิ้งเมื่อวันที่ 12 ที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอหลักสูตรอบรมผู้บริหาร แพลตฟอร์ม Generative AI ภายในองค์กร และกรณีศึกษาการใช้งานจริงในฝ่ายวิจัยและสายการผลิต โดย AX หมายถึงการนำ AI มาปรับใช้ในงานและภาคอุตสาหกรรมเพื่อเปลี่ยนวิธีการทำงานและกระบวนการดำเนินงาน หรือ 'AI ทรานส์ฟอร์เมชัน' นั่นเอง
จิน อึนซุก (Jin Eun-sook) ประธานฝ่าย ICT ของฮุนได มอเตอร์-เกีย กล่าวว่า "ท่านประธานชองโทรมาบอกว่า ผู้บริหารเองก็ควรลองทำไวบ์โค้ดดิ้งดูบ้าง ไม่อย่างนั้นจะเข้าใจ AI ได้อย่างไร" คำพูดนี้สะท้อนแนวคิดที่ว่าผู้นำองค์กรต้องเข้าใจทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของ AI ด้วยตนเอง จึงจะสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กรได้
เวิร์กช็อปในวันดังกล่าวใช้รูปแบบเดียวกับหลักสูตรที่ผู้บริหารเครือฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป รวมถึงประธานชอง เคยเข้าร่วม โดยผู้เข้าร่วมได้ใช้ Generative AI อย่าง Claude สร้างเกมง่ายๆ รายงานสรุปงาน และป้ายไฟแสดงข้อมูลอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมทั้งเรียนรู้ข้อดี ข้อเสีย ต้นทุน และข้อจำกัดในการใช้งานจริงของ Generative AI ไปด้วย
ยู ซอกมุน (Yoo Seok-moon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ฮุนได ออโต้เอเวอร์ (Hyundai AutoEver) ระบุว่า "บริษัทใช้งบประมาณด้านโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) หลายหมื่นล้านวอนต่อเดือน และหากไม่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ต้นทุนส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ" คำกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่า สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตที่มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานต่ำ การควบคุมต้นทุนถือเป็นโจทย์สำคัญควบคู่ไปกับการขยายการใช้งาน AI
เครือฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป เริ่มผลักดันการทรานส์ฟอร์เมชันดิจิทัลทั่วทั้งองค์กรอย่างเป็นขั้นตอนมาตั้งแต่ปี 2019 และทยอยนำเครื่องมืออย่าง Jira, Dooray! และ Confluence เข้ามาใช้ตั้งแต่ปี 2022 พร้อมทั้งใช้แพลตฟอร์มความร่วมมือบนคลาวด์อย่าง Microsoft 365 ควบคู่กันไป
หน่วยงานวิจัยและพัฒนาด้านยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติและพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเดิมไม่สามารถใช้เครื่องมือความร่วมมือจากภายนอกได้เนื่องจากกฎระเบียบด้านความปลอดภัยเทคโนโลยีหลักของชาติ ก็สามารถใช้แพลตฟอร์มเดียวกันนี้ได้แล้ว หลังกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานของเกาหลีใต้ออกแนวทางปฏิบัติ ถือเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายให้มาอยู่ในที่เดียว เพื่อวางรากฐานให้ AI นำไปใช้งานต่อได้
เครือฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป ยังได้นำแพลตฟอร์ม Generative AI ภายในองค์กรที่ชื่อ 'H Chat Pro' มาใช้ทั่วทั้งบริษัท โดยพนักงานสามารถเลือกใช้โมเดล Generative AI จากภายนอกหลายค่าย ทั้ง ChatGPT, Gemini และ Claude ผ่านแพลตฟอร์มนี้เพื่อสนับสนุนการทำงาน
ข้อมูล ณ เดือนที่ผ่านมาระบุว่า ผู้ใช้งาน H Chat Pro มีจำนวนเกิน 30,000 คนแล้ว คิดเป็นสัดส่วนราว 80% ของพนักงานฝ่ายบริหารทั่วไปและฝ่ายวิจัยของฮุนได มอเตอร์-เกีย สะท้อนว่า Generative AI กำลังแพร่หลายในงานสำนักงานและงานวิจัยหลากหลายด้าน ทั้งการเขียนรายงาน การค้นหาข้อมูลความรู้ และการช่วยเขียนโค้ด
ในฝั่งงานวิจัย มีการใช้ 'ผู้ช่วย AI ด้านความปลอดภัยการชนรถ' ที่สามารถค้นหาผลการทดสอบชนรถในอดีต ภาพถ่าย และข้อมูลการวิเคราะห์แบบรวมศูนย์ พร้อมเปรียบเทียบและวิเคราะห์กรณีที่คล้ายกัน โดยเครือฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ประบุว่า ระบบนี้ช่วยลดเวลาในการค้นหากรณีที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบข้อมูลวิเคราะห์ลงได้ราว 90%
ส่วนสายการผลิตมีการนำ 'บริการ AI ตรวจสอบอัตโนมัติ' มาใช้ โดยอ้างอิงหมายเลขตัวถังรถ (VIN) เพื่อตรวจสอบข้อมูลรถที่ป้อนเข้าสายการผลิตจริงกับข้อมูลที่ลงทะเบียนในระบบแบบเรียลไทม์ ช่วยตรวจจับความผิดพลาดในการทำงานได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และสร้างผลประหยัดต้นทุนให้กับโรงงานฮุนได มอเตอร์และเกียทั้งในและต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าราว 5,240 ล้านวอนต่อปี
ขณะเดียวกันก็มีการหยิบยกประเด็นการบริหารความเสี่ยงจากการแพร่หลายของ AI เอเจนต์ขึ้นมาพูดคุยด้วย โดยประธานจินยกตัวอย่างกรณีที่พนักงานซึ่งไม่ใช่นักพัฒนาสร้าง AI เอเจนต์ใช้งานภายในองค์กร แล้วเอเจนต์ตัวดังกล่าวไปลบเอกสารกว่า 5,000 หน้า จนต้องใช้เวลากู้คืนนานถึง 2 คืน 3 วัน
ประธานจินยังเล่าว่า เคยสอบถามวิธีควบคุม AI เอเจนต์ภายในองค์กรจาก เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอ็นวิเดีย (NVIDIA) และได้รับคำตอบว่าเอ็นวิเดียจะให้ AI เอเจนต์ที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบทำงานอยู่ในเครือข่ายปิดแล้วคอยสังเกตพฤติกรรมก่อน สะท้อนว่าระบบควบคุมสิทธิ์การทำงานและขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลของ AI เอเจนต์มีความสำคัญไม่แพ้ความเร็วในการนำไปใช้งาน
เครือฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป ยังเปิดทางความเป็นไปได้ในการพัฒนาโมเดลพื้นฐาน (Foundation Model) ของตัวเองให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้วย โดยประธานจินระบุว่า ในระดับดาวน์สตรีม (downstream) บริษัทยังไม่มีแผนพัฒนาเองในตอนนี้ แต่หากเกิดความจำเป็นด้านการลดขนาดโมเดลหรือการปรับแต่งโมเดล (fine-tuning) ก็อาจพัฒนาขึ้นเองได้ในอนาคต พร้อมทั้งเสนอแนวทางการย่นระยะเวลาพัฒนารถยนต์ให้เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่จะนำ AI เข้ามาช่วย
การนำ AI มาใช้เขียนโค้ดและ AI เอเจนต์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ยังขยายตัวในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และภาคการเงิน-คริปโตด้วยเช่นกัน ก่อนหน้านี้สำนักข่าวเคยรายงานถึงกรณี เมตา (Meta) ขยายการใช้เครื่องมือเขียนโค้ดด้วย AI ของตัวเองไปทั่วทั้งทีมวิศวกร และกรณี เครื่องมือเขียนโค้ดแบบมัลติเอเจนต์ของคอยน์เบส (Coinbase) ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรวมโค้ด (merge PR) มากถึง 5,068 ครั้ง การเปิดเผยผลสำเร็จของเครือฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ปครั้งนี้จึงสะท้อนว่า การใช้ AI เขียนโค้ดและ AI เอเจนต์กำลังแพร่ขยายจากวงการเทคโนโลยีไปสู่ผู้บริหารและสายการผลิตในอุตสาหกรรมการผลิตแบบดั้งเดิม ท่ามกลางโจทย์เรื่องต้นทุน ความปลอดภัย และการควบคุมสิทธิ์การทำงานที่ยังต้องจัดการต่อไป
ความคิดเห็น 0