สิทธิบัตรกล้องอัจฉริยะของ เมตา(META) เพิ่งได้รับการจดทะเบียน และนี่คือชนวนที่จุดกระแสความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวรอบสมาร์ทกลาสและเทคโนโลยีจดจำใบหน้าขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่ยืนยันได้ตอนนี้ไม่ใช่การเปิดตัวสินค้าใหม่ แต่เป็นการจดทะเบียนสิทธิบัตรที่อธิบายวิธีจำแนก 'คน' และ 'พฤติกรรม' จากภาพที่กล้องบันทึกได้ รวมถึงร่องรอยโค้ดในแอปที่เคยถูกพบมาก่อน
เอกสารชื่อ 'Smart Cameras Enabled by Assistant Systems' ที่เผยแพร่บน Google Patents ระบุวันที่สำคัญไว้ชัดเจน คือยื่นคำขอก่อนเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2019 ยื่นคำขอจริงเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2022 เปิดเผยเอกสารเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2024 และได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2026 โดยตระกูลสิทธิบัตรเดียวกันนี้มีหมายเลขกำกับว่า 'US17/688,662'
ใจความสำคัญของเอกสารคือขั้นตอนที่กล้องดึงข้อมูลจากเซนเซอร์ที่บันทึกได้ ระบุตัวบุคคลด้วยการจดจำใบหน้า ตรวจจับพฤติกรรมบางอย่าง แล้วนำฉากที่เกี่ยวข้องมาสร้างเป็นไฟล์มีเดีย พูดง่ายๆ คือไม่ใช่แค่การถ่ายภาพทั่วไป แต่เป็นโครงสร้างที่เครื่องจักรจำแนกได้ว่า 'ใครทำอะไร'
เอกสารอีกฉบับที่เผยแพร่บน Justia อธิบายในทิศทางเดียวกัน คือระบบจะระบุตัวบุคคลตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไปในมุมมองกล้องด้วยการจดจำใบหน้า ตรวจจับพฤติกรรมของคนเหล่านั้น แล้วเชื่อมโยงไฟล์มีเดียแต่ละไฟล์เข้ากับบันทึกบุคคลหรือพฤติกรรมนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เอกสารนี้ยังมีเงื่อนไข 'privacy settings' รวมอยู่ด้วย จึงยังสรุปฟันธงไม่ได้ว่านี่คือฟีเจอร์ติดตามแบบเต็มรูปแบบที่ไม่ผ่านความยินยอมของผู้ใช้
ประเด็นที่ทำให้สมาร์ทกลาสกลายเป็นข้อถกเถียงต่างจากการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนทั่วไป อยู่ที่ตำแหน่งกล้องซึ่งติดอยู่ใกล้ใบหน้าของผู้สวมใส่ ผู้สวมใส่ไม่จำเป็นต้องยกมือถือขึ้นมาก็ถ่ายภาพรอบตัวได้ ขณะที่คนรอบข้างเองก็ยากที่จะรู้ทันทีว่ากำลังถูกถ่ายและวิเคราะห์ข้อมูลอยู่หรือไม่
เมตาชี้แจงผ่านหน้าคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแว่น AI เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ว่าไฟ 'capture LED' ด้านหน้าจะติดสว่างทุกครั้งที่มีการบันทึก และหากผู้ใช้ปิดหรือบังไฟดวงนี้ กล้องจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ บริษัทระบุด้วยว่าภาพและวิดีโอที่บันทึกจะถูกเก็บไว้เป็นส่วนตัวในตัวแว่นก่อน จนกว่าผู้ใช้จะเลือกโอนย้ายหรือแชร์ไปยังโทรศัพท์มือถือด้วยตนเอง เมตา
ก่อนหน้านั้นในเดือนมิถุนายน 2026 เมตาเปิดตัวแว่นรุ่นใหม่พร้อมชูแนวคิด 'Privacy first' และย้ำว่ามีกลไกความปลอดภัยฝังอยู่ในตัวสินค้า คำชี้แจงของบริษัทเน้นไปที่ระบบแจ้งเตือน การจัดเก็บ และการควบคุมการแชร์ข้อมูลของสินค้าที่วางขายอยู่ในปัจจุบันเป็นหลัก เมตา
ร่องรอยของฟีเจอร์จดจำใบหน้ากลับถูกยืนยันผ่านรายงานข่าวแยกอีกชิ้นหนึ่ง โดยไวร์ด(WIRED) รายงานเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2026 ว่าเมตาได้ใส่โค้ดของระบบจดจำใบหน้าสำหรับสมาร์ทกลาสที่ชื่อ 'NameTag' ลงในแอปเมตา AI ฟีเจอร์นี้ถูกอธิบายว่าจะระบุตัวบุคคลที่ปรากฏในกล้องแว่นด้วยข้อมูลชีวมิติ แล้วแจ้งผลการระบุตัวตนกลับไปยังผู้สวมใส่ ไวร์ด
โฆษกของเมตาให้สัมภาษณ์กับไวร์ดว่า "ยังไม่มีฟีเจอร์นี้เปิดให้ผู้บริโภคใช้งาน และบริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย" ความคิดเห็น สะท้อนว่าการพบโค้ดในแอปไม่ได้แปลว่าฟีเจอร์นี้จะถูกนำมาใช้งานจริงในเร็ววัน
เดือนเดียวกันนั้นเอง เมตาได้ลบโค้ดดังกล่าวออกจากแอป ไวร์ดรายงานเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนว่า เมตาเคยทดลองใช้เทคโนโลยีของ Rank One Computing บริษัทที่เคยจัดหาเทคโนโลยีจดจำใบหน้าให้หน่วยงานทหารและสืบสวนสอบสวน มาพัฒนาในสมาร์ทกลาสของตัวเอง โดยระบบดังกล่าวไม่เคยถูกเปิดใช้งานจริงกับผู้ใช้ และเมตาได้ลบออกจากแอปไปแล้วตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน ไวร์ด ไวร์ด
ฝั่งภาคประชาสังคมและการเมืองตอบโต้อย่างรุนแรง สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน(ACLU) ร่วมกับองค์กรอีก 75 แห่ง ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2026 เรียกร้องให้เมตายกเลิกแผนติดตั้งระบบจดจำใบหน้าบนแว่นตา โดยระบุว่าเทคโนโลยีนี้คือ "เส้นที่สังคมไม่ควรก้าวข้าม" ACLU
รอน ไวเดน(Ron Wyden) และเจฟฟ์ เมิร์กลีย์(Jeff Merkley) สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ ก็เรียกร้องให้เมตาเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสเมื่อวันที่ 18 มีนาคมเช่นกัน ทั้งสองเตือนว่าระบบที่สแกนและจำแนกผู้คนเป็นกิจวัตรอาจกลายเป็นบรรทัดฐานถาวร แต่ก็ยอมรับว่าเทคโนโลยีนี้อาจเป็นประโยชน์กับผู้พิการทางสายตาและผู้มีสายตาเลือนราง สำนักงานวุฒิสมาชิกเจฟฟ์ เมิร์กลีย์
ย้อนไปในปี 2021 เมตาเคยประกาศยุติระบบจดจำใบหน้าบนเฟซบุ๊ก โดยให้เหตุผลว่าความกังวลของสังคมต่อบทบาทของเทคโนโลยีนี้เพิ่มสูงขึ้น การจดสิทธิบัตรและร่องรอยโค้ดในแอปครั้งนี้จึงสะท้อนว่าเมตาไม่ได้ล้มเลิกเทคโนโลยีจดจำใบหน้าไปทั้งหมด แต่ยังคงทดลองต่อในบริบทของสมาร์ทกลาสและผู้ช่วย AI เมตา
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานประเด็น ข้อถกเถียงเรื่องการแอบถ่ายด้วยแว่น AI ของเมตาและเสียงเรียกร้องความโปร่งใสจากฝั่งการเมืองสหรัฐ ซึ่งขณะนั้นประเด็นหลักอยู่ที่ไฟแสดงการบันทึก ความยินยอมของคนรอบข้าง และความเป็นไปได้ในการเก็บข้อมูลใบหน้า
นี่คือเหตุผลที่วงการคริปโตจับตาประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด หากสมาร์ทกลาสพัฒนาไปในทิศทางที่จดจำใบหน้าและพฤติกรรมได้ลึกขึ้น ก็อาจเกิดแรงเสียดทานกับระบบความเชื่อมั่นดิจิทัลที่ผูกโยงตัวตน กระเป๋าเงินดิจิทัล การชำระเงิน และบัญชีโซเชียลเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยืนยันได้ในตอนนี้มีเพียงการจดทะเบียนสิทธิบัตร ร่องรอยโค้ดในแอป คำชี้แจงของบริษัท และแรงต้านจากภาคประชาสังคม ส่วนฟีเจอร์จริงและการตั้งค่าเริ่มต้นของสินค้ายังต้องรอการเปิดเผยเพิ่มเติม
ความคิดเห็น 0