ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เบื้องต้นเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 51.0 จุด ลดลง 7.6% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่มีผู้บริโภคเพียง 8% เท่านั้นที่มองว่ารายได้ของตนจะเติบโตเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อในช่วง 1 ปีข้างหน้า สะท้อนว่าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของครัวเรือนสหรัฐฯ กลับมาอ่อนแรงอีกครั้ง
การสำรวจผู้บริโภคแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan Survey of Consumers) เปิดเผยผลสำรวจเบื้องต้นประจำเดือนสิงหาคมว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 51.0 จุด ลดลง 7.6% จาก 55.2 จุดในเดือนกรกฎาคม และลดลง 12.4% เมื่อเทียบกับ 58.2 จุดในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
โจแอนน์ ซู(Joanne Hsu) ผู้อำนวยการการสำรวจผู้บริโภคแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวในผลสำรวจเบื้องต้นเดือนสิงหาคมว่า “สัดส่วนผู้บริโภคทั้งหมดที่มองว่ารายได้จะเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อในช่วง 1 ปีข้างหน้า อยู่ที่เพียง 8% เท่านั้น” ตัวเลขนี้ลดลงจาก 18% เมื่อเดือนธันวาคม 2024 สะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กังวลว่ารายได้จะตามค่าครองชีพไม่ทัน
คริปโตบรีฟิง(Crypto Briefing) รายงานโดยอ้างอิงตัวเลขดังกล่าวว่า ผู้บริโภคสหรัฐฯ ราว 72% มองว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของรายได้ ซึ่งตีความได้ว่าผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังซื้อที่แท้จริงฟื้นตัวช้ากว่ารายได้ที่เป็นตัวเงิน
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นการสำรวจรายเดือนที่สะท้อนมุมมองของครัวเรือนต่อสถานะการเงินปัจจุบันและทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต หากดัชนีปรับตัวลดลง มักตีความว่าความรู้สึกของผู้บริโภคต่อการใช้จ่ายและสภาพเศรษฐกิจโดยรวมแย่ลง
การปรับตัวลงครั้งนี้เกิดขึ้นทั้งในส่วนการประเมินสถานการณ์ปัจจุบันและความคาดหวังในอนาคต โดยดัชนีสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ที่ 51.8 จุด ลดลง 5.5% จาก 54.8 จุดในเดือนก่อน ส่วนดัชนีความคาดหวังของผู้บริโภคอยู่ที่ 50.6 จุด ลดลง 8.7% จาก 55.4 จุด
ความคาดหวังต่อสภาพธุรกิจในระยะสั้นลดลง 11% ส่วนความคาดหวังต่อสภาพธุรกิจในระยะยาวลดลง 17% แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอ่อนแอลงในทุกตัวชี้วัดย่อย
ความกังวลด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ โดยเงินเฟ้อคาดการณ์ในช่วง 1 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้นจาก 4.2% ในเดือนกรกฎาคม เป็น 4.3% ในเดือนสิงหาคม ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะยาวทรงตัวที่ 3.3% เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน
มหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ความเชื่อมั่นที่อ่อนแอลงในเดือนสิงหาคมเกิดขึ้นในกลุ่มผู้มีแนวคิดทางการเมืองทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันที่ปรับตัวลงมากที่สุด แม้จะมีความแตกต่างกันตามแนวคิดทางการเมือง แต่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและรายได้ก็แพร่กระจายในวงกว้าง
ผลสำรวจยังพบความแตกต่างตามช่วงอายุ ระดับรายได้ และระดับการศึกษา โดยกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มรายได้น้อย และกลุ่มที่ไม่มีวุฒิการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย มีความเชื่อมั่นที่ลดลงมากกว่ากลุ่มอื่น
กลุ่มเหล่านี้มักเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักกว่าเมื่อเงินเฟ้อกัดกร่อนอำนาจซื้อ และเมื่อค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มที่มีรายได้และสินทรัพย์จำกัดมักเป็นกลุ่มแรกที่ต้องลดการใช้จ่ายลง
สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics) รายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ก่อนหน้านี้ทางเราเคยรายงานว่า CPI เดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 3.4%
แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง แต่ช่องว่างระหว่างรายได้กับค่าครองชีพที่ผู้บริโภครู้สึกได้ยังคงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่แยกจากกัน คริปโตบรีฟิงรายงานเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2026 ว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแอลงและเงินเฟ้อคาดการณ์ที่สูงขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
สำหรับนักลงทุนคริปโตชาวเกาหลี ตัวเลขนี้ถูกมองเป็นตัวแปรเชิงมหภาคตัวหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพียงชุดเดียวยังไม่เพียงพอที่จะชี้ทิศทางราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) หรืออีเธอเรียม(ETH) ได้อย่างชัดเจน
มหาวิทยาลัยมิชิแกนมีกำหนดเปิดเผยผลสำรวจผู้บริโภคฉบับสมบูรณ์ประจำเดือนสิงหาคม ในวันที่ 28 สิงหาคม เวลา 23.00 น. ตามเวลาประเทศเกาหลีใต้
ความคิดเห็น 0