ตลาดฟิวเจอร์สคริปโตเผชิญการบังคับปิดพอร์ต (liquidation) มูลค่ารวมราว 198 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง โดยราว 68% ของยอดดังกล่าวเป็นสถานะช็อร์ต (short) ที่เดิมพันราคาลง แต่ต้องถูกล้างพอร์ตเมื่อราคาคริปโตดีดตัวกลับขึ้นมา
Coinglass บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลตลาดคริปโต ระบุว่า ณ วันที่ 17 (เวลาท้องถิ่น) มีเทรดเดอร์ถูกบังคับปิดพอร์ตรวม 62,055 ราย ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แบ่งเป็นยอดปิดพอร์ตฝั่งช็อร์ตราว 135 ล้านดอลลาร์ และฝั่งลอง (long) ที่เดิมพันราคาขึ้นราว 63.67 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดปิดพอร์ตฝั่งช็อร์ตสูงกว่าฝั่งลองกว่าเท่าตัว
รายการเดี่ยวที่มีมูลค่าสูงสุดในรอบ 24 ชั่วโมงนี้เกิดขึ้นบนสัญญาบิตคอยน์(BTC)/USDT ของ Binance มูลค่าประมาณ 2.9876 ล้านดอลลาร์
เมื่อแยกตามเว็บเทรด Binance มียอดปิดพอร์ตสูงสุดที่ราว 93.07 ล้านดอลลาร์ ตามด้วย Bybit ราว 24.13 ล้านดอลลาร์ OKX ราว 21.64 ล้านดอลลาร์ และ Hyperliquid ราว 20.55 ล้านดอลลาร์ เท่ากับว่า Binance ซึ่งเป็นเว็บเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครองสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของยอดปิดพอร์ตรวมใน 4 อันดับแรก
การบังคับปิดพอร์ตคือกระบวนการที่เว็บเทรดจะปิดสถานะของเทรดเดอร์ที่ใช้เลเวอเรจในตลาดฟิวเจอร์สหรือสัญญาไม่มีวันหมดอายุ (perpetual) โดยอัตโนมัติ เมื่อขาดทุนจนไม่สามารถรักษาอัตรามาร์จิ้นขั้นต่ำได้ ยิ่งมีการปิดพอร์ตกระจุกตัวไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่งมาก ยิ่งสะท้อนว่าเงินทุนเลเวอเรจที่เดิมพันไปทางนั้นมีปริมาณสูง
ในรอบนี้ ยอดปิดพอร์ตฝั่งช็อร์ตสูงกว่าฝั่งลองกว่าสองเท่า สะท้อนว่าเงินเลเวอเรจที่เดิมพันราคาลงถูกล้างออกจากตลาดมากกว่าในจังหวะที่ราคาดีดตัวกลับ
การเทรดฟิวเจอร์สแบบเลเวอเรจเปิดโอกาสให้ใช้เงินหลักประกันจำนวนน้อยควบคุมพอร์ตขนาดใหญ่ได้ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไร แต่หากราคาสวนทางกับที่คาดไว้ ก็อาจทำให้เงินต้นเกือบทั้งหมดสูญหายไปในเวลาอันรวดเร็ว
Hyperliquid ระบบนิเวศการเทรดแบบกระจายศูนย์ที่รองรับการเทรดอนุพันธ์บนบล็อกเชน ก็มียอดปิดพอร์ตกว่า 20 ล้านดอลลาร์ ติดอันดับต้น ๆ เทียบเท่ากับเว็บเทรดแบบรวมศูนย์รายใหญ่ สะท้อนว่าเว็บเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) เริ่มมีบทบาทใกล้เคียงกับเว็บเทรดแบบรวมศูนย์ (CEX) ในตลาดอนุพันธ์คริปโตมากขึ้น
ความคิดเห็น 0