Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

32% มองบับเบิล AI คือความเสี่ยงสูงสุด ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกชี้

บับเบิล AI กลายเป็น ‘ความเสี่ยงหาง’ (tail risk) ที่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกมองว่าน่ากังวลที่สุดในขณะนี้ ท่ามกลางกระแสการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ยังร้อนแรงต่อเนื่อง โดยความกังวลเรื่องการลงทุน AI ที่ร้อนแรงเกินไป และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น กลายเป็นแรงกดดันหลักสองอันดับแรกของตลาดในเวลาเดียวกัน

แบงก์ ออฟ อเมริกา(Bank of America, BAC) เปิดเผยผลสำรวจผู้จัดการกองทุนทั่วโลกประจำเดือนสิงหาคม ระบุว่า 32% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าบับเบิล AI คือความเสี่ยงหางที่ใหญ่ที่สุด โดยความเสี่ยงหางหมายถึงเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นต่ำ แต่หากเกิดขึ้นจริงจะสร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงต่อตลาดการเงิน

อันดับสองคือความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นอย่างไร้ระเบียบ ซึ่ง 27% ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกเป็นความเสี่ยงสูงสุด สะท้อนมุมมองที่ว่าการลงทุนด้าน AI ที่ขยายตัวต่อเนื่องกำลังหนุนความคาดหวังการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็อาจกดดันอัตราดอกเบี้ยระยะยาวและต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจไปพร้อมกัน

ความนิยมในหุ้นสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย 27% ของผู้จัดการกองทุนที่ตอบแบบสอบถามระบุว่าถือครองหุ้นสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูงกว่าน้ำหนักเฉลี่ยทั่วโลก ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 3 จุดเปอร์เซ็นต์จากเดือนกรกฎาคม และถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 ทั้งนี้ ทีมข่าวเคยรายงานผลสำรวจที่ระบุว่าสัดส่วนดังกล่าวปรับขึ้นมาอยู่ที่ 27% มาแล้วก่อนหน้านี้

ทิศทางของดัชนีหลักก็สอดคล้องกับความนิยมดังกล่าว โดยนับจากต้นปีนี้ ดัชนี S&P500 ปรับขึ้น 13% ส่วนดัชนี Stoxx 600 ของยุโรปปรับขึ้น 10% อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กลับทำผลตอบแทนได้สูงกว่าตลาดสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน

ผลสำรวจครั้งนี้ไม่ได้อธิบายทิศทางราคาบิตคอยน์(BTC) โดยตรง แต่ประเด็นบับเบิล AI และอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นตัวแปรที่มักถูกอ่านควบคู่กับความอยากเสี่ยงของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม ในตลาดคริปโตเองก็เช่นกัน สภาพคล่อง ความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยี และแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ย มักถูกใช้เป็นดัชนีชี้วัดความอยากเสี่ยงของผู้เล่นในตลาด มากกว่าจะสะท้อนราคาโดยตรง

บาร์รอนส์(Barron's) รายงานผลสำรวจเดียวกันว่า 49% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญภาวะ ‘สแตกเฟลชัน’ (stagflation) ภายใน 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ 43% คาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจขยายตัวที่มาพร้อมการเติบโตและเงินเฟ้อสูงกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งหมายความว่าความคาดหวังด้านการเติบโตและแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ควบคู่กันไป

มีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการลงทุน AI ที่ขยายตัวอาจกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยบิสซิเนส อินไซเดอร์(Business Insider) รายงานโดยอ้างอิงบันทึกถึงลูกค้าของแบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุว่าต้นทุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังผลักดันทั้งต้นทุนวัตถุดิบอิเล็กทรอนิกส์และอุปสงค์การบริโภคให้สูงขึ้นไปพร้อมกัน ก่อนหน้านี้ทีมข่าวเคยรายงานคำเตือนของแบงก์ ออฟ อเมริกาที่ระบุว่าตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI มีความคล้ายคลึงกับช่วงปลายของบับเบิลดอทคอมไว้เช่นกัน

ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้การลงทุน AI จะยังคงเป็นเรื่องเล่าหลักที่ขับเคลื่อนตลาด แต่เรื่องเล่าเดียวกันนี้ก็เริ่มถูกมองเป็นปัจจัยเสี่ยงไปพร้อมกัน ส่วนผลกระทบที่จะมีต่อตลาดคริปโตนั้น น่าจะต้องติดตามผ่านการเปลี่ยนแปลงของความอยากเสี่ยงและทิศทางอัตราดอกเบี้ย มากกว่าการคาดการณ์ราคาโดยตรง

แหล่งอ้างอิงสำหรับตรวจสอบ: BlockBeats, Barron's, Business Insider

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1