ยอดขาดดุลงบประมาณสะสมของสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2026 พุ่งแตะ 1.79882 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ทำให้ทฤษฎีที่มองว่า 'บิตคอยน์(BTC)' เป็นเครื่องมือเฮดจ์ความเสี่ยงจากการลดค่าเงินดอลลาร์กลับมาถูกจับตาอีกครั้ง แต่ถ้าเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงต่อไป นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าบิตคอยน์อาจถูกประเมินในฐานะสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
คณะกรรมการเศรษฐกิจร่วมแห่งรัฐสภาสหรัฐฯ (Joint Economic Committee หรือ JEC) เปิดเผยรายงานอัปเดตการคลังประจำเดือนเมื่อวันที่ 13 ระบุว่ายอดขาดดุลงบประมาณรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 432,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดขาดดุลสะสมของปีงบประมาณ 2026 แตะ 1.79882 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รายจ่ายรวมอยู่ที่ 6.28424 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และรายรับรวมอยู่ที่ 4.48542 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ สำนักงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ (Congressional Budget Office หรือ CBO) เคยประเมินไว้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ในรายงานคาดการณ์งบประมาณและเศรษฐกิจปี 2026-2036 ว่ายอดขาดดุลงบประมาณของปีงบประมาณ 2026 จะอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขสะสม ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมจึงใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่ ทาง JEC ยังระบุด้วยว่ายอดขาดดุลสะสมของปีงบประมาณ 2026 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 10.46%
ตัวเลขล่าสุดนี้มีนัยสำคัญในเชิงแนวโน้มสะสมมากกว่าจะเป็นแรงกระแทกระยะสั้นเพียงวันเดียว ปีงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เริ่มต้นในเดือนตุลาคมและสิ้นสุดเดือนกันยายนของปีถัดไป ข้อมูล ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมจึงสะท้อนสถานะการคลังหลังผ่านไปแล้ว 10 เดือนของปีงบประมาณ
ตัวเลขคาดการณ์ของ CBO เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ถือเป็นเส้นฐานสำหรับเทียบกับยอดขาดดุลสะสม ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม และยอดขาดดุลสุดท้ายของปีงบประมาณ 2026 จะเปลี่ยนแปลงได้อีกตามกระแสรายรับ-รายจ่ายในช่วงสองเดือนที่เหลือ
การขาดดุลงบประมาณ หมายถึงสถานะที่รัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายรับที่เก็บได้ เมื่อขาดดุลขยายตัว รัฐบาลจำเป็นต้องออกพันธบัตรเพิ่มเพื่อระดมทุนชดเชยส่วนที่ขาด กระบวนการนี้มักมาพร้อมความกังวลเรื่องภาระดอกเบี้ย ต้นทุนการจ่ายดอกเบี้ย และอำนาจซื้อของเงินดอลลาร์
เหตุผลที่ 'บิตคอยน์(BTC)' ถูกดึงเข้ามาอยู่ในการถกเถียงนี้ อยู่ที่โครงสร้างอุปทานของมัน เพราะบิตคอยน์ถูกกำหนดเพดานปริมาณการออกไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ ทำให้ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความหายากเมื่อเทียบกับเงินตราที่ออกโดยรัฐซึ่งมูลค่าลดลงได้ แม้การขยายตัวของขาดดุลงบประมาณจะไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นแรงซื้อบิตคอยน์ในทันที แต่ก็เป็นโครงสร้างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาซ้ำ ๆ ในวงถกเถียงเรื่องมูลค่าเงินตราระยะยาว
คริปโตบรีฟฟิง(Crypto Briefing) รายงานว่าการขยายตัวของขาดดุลงบประมาณครั้งนี้เป็นตัวแปรเชิงมหภาคที่อาจส่งผลต่อราคาบิตคอยน์ได้ โดยให้เหตุผลว่ายิ่งขาดดุลของรัฐบาลมากขึ้นเท่าไหร่ ภาระการออกพันธบัตรก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกับอำนาจซื้อของดอลลาร์ก็เชื่อมโยงกับตรรกะความหายากของบิตคอยน์
อย่างไรก็ตาม บิตคอยน์ไม่ใช่สินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวเสมอไป ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระบุในรายงานนโยบายการเงินประจำเดือนกรกฎาคมว่า อัตราเงินเฟ้อดัชนี PCE ส่วนบุคคลของเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 4.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าระดับ 2.5% ของปีก่อนหน้านั้น ขณะที่ดัชนี PCE พื้นฐาน (core PCE) อยู่ที่ 3.4%
PCE เป็นดัชนีหลักที่เฟดใช้ประกอบการตัดสินใจด้านเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายต่อไป ความคาดหวังต่อการลดอัตราดอกเบี้ยก็จะอ่อนแรงลง และผลตอบแทนที่แท้จริง (real yield) อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยอย่างบิตคอยน์
คอยน์เบส อินสติทูชันแนล(Coinbase Institutional) วิเคราะห์ในบทวิจารณ์รายสัปดาห์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมว่า บิตคอยน์ยังคงถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนปลอดความเสี่ยงและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงซึ่งอยู่ในระดับสูง โดยระบุว่าเมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ที่ราว 2.4% นักลงทุนก็สามารถได้รับผลตอบแทนที่ปรับด้วยเงินเฟ้อแล้วโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากคริปโตเลย
คอยน์เดสก์(Coindesk) รายงานเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมว่า มองบิตคอยน์ใกล้เคียงกับสินทรัพย์เสี่ยงที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยมากกว่าจะเป็นสินทรัพย์เฮดจ์เชิงมหภาค โดยช่วงเวลานั้นบิตคอยน์ตอบสนองต่อภาวะเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงและความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยที่อ่อนแรงลง แต่ก็ย้ำว่าต้องติดตามทิศทางค่าเงินดอลลาร์และกระแสเงินไหลเข้า-ออกของกองทุน BTC ETF ควบคู่กันไปด้วย
ในเชิงโครงสร้างตลาด ความเชื่อมโยงระหว่างการขยายตัวของขาดดุลงบประมาณกับราคาบิตคอยน์ต้องผ่านหลายขั้นตอน เริ่มจากขาดดุลที่นำไปสู่การออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น จากนั้นอัตราดอกเบี้ยและทิศทางเงินดอลลาร์เปลี่ยนแปลง และต้องอาศัยความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงกับกระแสเงินทุนของ ETF ที่ขยับไปพร้อมกันจึงจะสะท้อนออกมาเป็นราคาได้ นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขการคลังเพียงตัวเดียวไม่สามารถใช้สรุปความต้องการซื้อบิตคอยน์ได้อย่างชัดเจน
สำหรับนักลงทุนในไทย ตัวแปรนี้ก็ส่งผลทางอ้อมเช่นกัน เพราะเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงและกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้า-ออกตลาดในประเทศได้ เนื่องจากบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพคล่องดอลลาร์ทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงด้านการคลังและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ จึงอาจส่งผลต่อบรรยากาศการซื้อขายในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
ความหมายของตัวเลขล่าสุดนี้จึงไม่ใช่สัญญาณขาขึ้นของบิตคอยน์ แต่สะท้อนว่าสถานะการคลังและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวแปรที่ตลาดต้องจับตาไปพร้อมกัน การขาดดุลที่ขยายตัวกระตุ้นตรรกะเรื่องการลดค่าเงิน แต่ถ้าเงินเฟ้อและดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงต่อไป บิตคอยน์ก็อาจถูกประเมินใหม่ในฐานะสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ส่วนยอดขาดดุลสุดท้ายของปีงบประมาณ 2026 จะถูกยืนยันตัวเลขที่แน่นอนหลังจากผ่านช่วงรายรับ-รายจ่ายที่เหลืออยู่
ความคิดเห็น 0