การถกเถียงเรื่องอุปทานของบิตคอยน์(BTC) กำลังขยายวงจากแรงขาย ETF บิตคอยน์สปอตของสหรัฐฯ ไปถึงสแตรทิจี(Strategy) และเหมืองขุดรายใหญ่ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าทั้งสามฝ่ายเทขายพร้อมกันในทิศทางเดียว
ตามข้อมูลของฟาร์ไซด์ อินเวสเตอร์ส(Farside Investors) ETF บิตคอยน์สปอตของสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิ 144.6 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026, 61.1 ล้านดอลลาร์วันที่ 12, 131.1 ล้านดอลลาร์วันที่ 13 และ 56.2 ล้านดอลลาร์วันที่ 14 รวมสี่วันทำการไหลออกทั้งสิ้น 393 ล้านดอลลาร์
แต่กระแสเงินทุน ETF ‘พลิกทิศทาง’ ในเวลาไม่นาน จากตารางเดียวกัน วันที่ 17 สิงหาคม ETF บิตคอยน์สปอตของสหรัฐฯ กลับมามีเงินไหลเข้าสุทธิถึง 297.5 ล้านดอลลาร์ แม้แรงขายก่อนหน้าจะสร้างแรงกดดันต่ออุปทานระยะสั้น แต่ก็ยากที่จะตีความว่าเป็นแนวโน้มไหลออกต่อเนื่อง
TokenPost เคยรายงานกระแสไหลออกสุทธิของ ETF บิตคอยน์สปอตของสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคมมาก่อนแล้ว การพลิกกลับมาไหลเข้าในวันที่ 17 จึงเป็นความเคลื่อนไหวใหม่ที่ต้องประเมินอุปสงค์อุปทานระยะสั้นกันอีกครั้ง
ETF คือกองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนหุ้น โดยที่ผู้ลงทุนไม่ต้องถือบิตคอยน์โดยตรง เงินไหลออกสุทธิหมายถึงเงินที่ไหลออกจากกองทุนมากกว่าที่ไหลเข้า ส่วนเงินไหลเข้าสุทธิหมายถึงตรงข้าม ข้อมูลกระแสเงินทุนรายวันมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงระยะสั้นของนักลงทุนสถาบันและรายย่อย แต่ตัวเลขเพียงวันเดียวไม่เพียงพอที่จะฟันธงทิศทางราคา
สแตรทิจี(Strategy) ระบุว่า ณ วันที่ 25 พฤษภาคม บริษัทถือครองบิตคอยน์ 843,738 BTC โดยในประกาศเดียวกัน บริษัทยังอธิบายแผนซื้อคืนหนี้มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์ การบริหารเงินสำรองดอลลาร์ การออกหุ้นเพิ่มทุน และธุรกรรมบิตคอยน์ควบคู่กันไป
ต่อมา BitcoinTreasuries.net รายงานว่าสแตรทิจีขายบิตคอยน์ออกไป 1,638 BTC ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม ทำให้ยอดถือครองลดลงเหลือ 842,138 BTC ส่วนช่วงวันที่ 10-16 สิงหาคม ยอดถือครองอยู่ที่ 840,447 BTC ขณะที่คำกล่าวอ้างว่า ‘ไม่มีการซื้อหรือขาย’ ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังไม่สามารถยืนยันได้จากแหล่งข้อมูลทางการโดยตรง
เรื่องนี้สอดคล้องกับรายงานก่อนหน้าของ TokenPost ที่ระบุว่าสแตรทิจีเทขายบิตคอยน์ออกมาหลายครั้งในปีนี้แต่หากพิจารณาจากข้อมูลที่เปิดเผยเท่านั้น สแตรทิจีไม่น่าจะละทิ้งนโยบายถือครองระยะยาว มากกว่าจะเป็นการแปลงบิตคอยน์บางส่วนเป็นสภาพคล่องดอลลาร์ เพื่อจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ และบริหารโครงสร้างเงินทุน
ฝั่งเหมืองขุดก็มีแรงขายที่ยืนยันได้เช่นกัน มาราโฮลดิ้งส์(MARA) ระบุในแบบฟอร์ม 10-Q ไตรมาส 1 ปี 2026 ว่าขายบิตคอยน์ไป 20,880 BTC มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาสดังกล่าว และยังระบุว่า ณ วันที่ 31 มีนาคม บริษัทถือครองบิตคอยน์อยู่ประมาณ 35,303 BTC
ไรออตแพลตฟอร์มส์($RIOT) เปิดเผยในผลประกอบการไตรมาส 1 ว่าขายบิตคอยน์ไป 3,778 BTC ได้เงินสุทธิ 289.5 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันบริษัทขุดได้เพิ่ม 1,473 BTC ในช่วงเดียวกัน และมียอดถือครองรวม 15,680 BTC ณ วันที่ 31 มีนาคม
โดยทั่วไปเหมืองขุดไม่ได้เก็บบิตคอยน์ที่ขุดได้ทั้งหมดไว้ เพราะต้องใช้เงินสดสำหรับค่าไฟ การลงทุนอุปกรณ์ การชำระหนี้ และการลงทุนในธุรกิจใหม่ เมื่อราคาบิตคอยน์อ่อนตัวหรือตลาดทุนตึงตัว บิตคอยน์ที่ถือครองอยู่ก็อาจถูกนำมาใช้เป็นแหล่งสภาพคล่อง
กรณีของมาราโฮลดิ้งส์และไรออตแพลตฟอร์มส์จึงมีลักษณะใกล้เคียงกับการบริหารเงินทุนและปรับโครงสร้างธุรกิจ มากกว่าการเทขายทิ้งอย่างเดียว มาราโฮลดิ้งส์ใช้บิตคอยน์ที่ถือครองเพื่อบริหารสภาพคล่อง ส่วนไรออตแพลตฟอร์มส์บันทึกรายได้จากการขุดบิตคอยน์ 111.9 ล้านดอลลาร์ พร้อมรายได้จากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ 33.2 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก
ความเคลื่อนไหวนี้อยู่ในทิศทางเดียวกับแนวโน้มยอดถือครองของเหมืองขุดบิตคอยน์ที่ลดลงมาก่อนหน้านี้ ยอดถือครองของเหมืองขุดที่ลดลงอาจเป็นตัวชี้วัดแรงกดดันด้านการขายที่แฝงอยู่ได้ แต่จุดประสงค์และจังหวะการขายของแต่ละบริษัทควรพิจารณาแยกตามเอกสารเปิดเผยข้อมูลของแต่ละราย
ปฏิกิริยาของตลาดก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองว่าเงินไหลออกจาก ETF รวมกับแรงขายของบริษัทจดทะเบียนเป็นสัญญาณแรงกดดันด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่ากระแสเงินทุน ETF พลิกกลับมาไหลเข้าตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม และแรงขายของสแตรทิจีกับเหมืองขุดก็อธิบายได้ด้วยเหตุผลด้านการจัดสรรเงินทุน จึงยังยากที่จะสรุปว่าเป็นการเปลี่ยนเป็นแรงขายเชิงโครงสร้าง
ดังนั้น หัวใจของข้อถกเถียงเรื่องอุปทานครั้งนี้จึงไม่ใช่คำว่า ‘เทขายสามทาง’ แต่อยู่ที่ ‘ช่วงเวลาและขอบเขต’ ของแต่ละเหตุการณ์ ETF มีเงินไหลออกสุทธิระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคม แต่กลับมาไหลเข้าในวันที่ 17 ส่วนแรงขายของสแตรทิจีและเหมืองขุดก็ควรอ่านในฐานะการตัดสินใจจัดสรรเงินทุน เท่าที่ยืนยันได้จากเอกสารเปิดเผยข้อมูลและประกาศต่าง ๆ
ผลกระทบต่อราคาบิตคอยน์ในระยะถัดไปจะต้องติดตามจากกระแสเงินทุนรายวันของ ETF บิตคอยน์สปอตสหรัฐฯ และการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมของบริษัทจดทะเบียน จากข้อมูลที่เปิดเผยในปัจจุบัน มีแรงกดดันด้านอุปทานเกิดขึ้นจริงในช่วงกลางเดือนสิงหาคม แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ยืนยันได้ว่าทั้งสามฝ่ายกำลังเทขายไปในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง
ความคิดเห็น 0