ผลขาดทุนสะสมจากส่วนต่าง 'ยอดเคลมจริงกับยอดคาดการณ์' ของบริษัทประกันวินาศภัยรายใหญ่เกาหลีใต้ 4 แห่งที่ต่อเนื่องมา 6 ไตรมาสได้หยุดแย่ลงแล้วในปีนี้ และกลายเป็นสัญญาณว่าเกณฑ์การประเมินหุ้นกลุ่มนี้กำลังเปลี่ยนจาก 'ขนาดกรมธรรม์ใหม่' ไปสู่ 'คุณภาพของกำไรจากการรับประกันภัย'
ฮันวา อินเวสต์เมนท์ แอนด์ ซีเคียวริตีส์ (Hanwha Investment & Securities) ระบุในรายงานล่าสุดว่ามีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัย และเรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็น 'จุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นกำไรจากการรับประกันภัย' ตามการรายงานของเอเชียเอคอนอมี (Asia Economy) โดยเหตุผลหลักที่ยกมาสนับสนุนมี 3 ข้อ ได้แก่ △ส่วนต่างยอดเคลมจริงกับยอดคาดการณ์ที่ดีขึ้น △การแข่งขันขายกรมธรรม์ใหม่ที่ผ่อนคลายลง △อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ปรับขึ้น
ส่วนต่างยอดเคลมจริงกับยอดคาดการณ์ คือผลต่างระหว่างค่าสินไหมที่บริษัทประกันตั้งสมมติฐานไว้กับยอดที่จ่ายจริง หากยอดจ่ายจริงสูงกว่าที่คาดไว้ กำไรจากการรับประกันภัยของบริษัทจะแย่ลง
ผลรวมส่วนต่างดังกล่าวของ 4 บริษัท ได้แก่ ซัมซุง ไฟร์ แอนด์ มารีน อินชัวรันส์ (Samsung Fire & Marine Insurance), ฮุนได มารีน แอนด์ ไฟร์ อินชัวรันส์ (Hyundai Marine & Fire Insurance), ดีบี อินชัวรันส์ (DB Insurance) และฮันวา เจเนอรัล อินชัวรันส์ (Hanwha General Insurance) ขาดทุนสะสมรวมประมาณ 1.3 ล้านล้านวอน ต่อเนื่องเป็นเวลา 6 ไตรมาสนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2024 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่นำเสนอในรายงานระบุว่าแนวโน้มการขาดทุนที่แย่ลงได้หยุดลงแล้วตั้งแต่ต้นปีนี้
สาเหตุมาจากอัตราการเติบโตของค่าสินไหมจริงที่ชะลอตัวลง ขณะที่ตัวเลขค่าสินไหมคาดการณ์ทางบัญชีปรับสูงขึ้น ทำให้ส่วนต่างระหว่างตัวเลขคาดการณ์กับยอดจริงแคบลง นี่คือเหตุผลที่การประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มประกันวินาศภัยกำลังเปลี่ยนโฟกัสจากการเติบโตของขนาดธุรกิจไปสู่เสถียรภาพของธุรกิจรับประกันภัยแทน
อีกปัจจัยหนึ่งที่ถูกหยิบยกว่าช่วยหนุนผลกำไรคือการเริ่มใช้ระบบ 'ค่ารักษาแบบมีการจัดการ' (관리급여) กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการเกาหลีใต้ระบุผ่านการแถลงนโยบายว่า ได้เริ่มนำระบบนี้มาใช้กับการทำกายภาพบำบัดด้วยมือ (도수치료) โดยกำหนดอัตราค่าบริการไว้ที่ 43,850 วอนต่อครั้ง บนฐานอัตราการร่วมจ่ายของผู้ป่วยเองที่ 95% และวางหลักเกณฑ์จำนวนครั้งไว้ที่สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ปีละไม่เกิน 15 ครั้ง แต่หากมีความจำเป็นทางการแพทย์สามารถขยายได้สูงสุดถึงปีละ 24 ครั้ง
การทำกายภาพบำบัดด้วยมือเป็นรายการที่ราคาต่างกันมากในแต่ละสถานพยาบาล และมีความกังวลเรื่องการใช้บริการเกินความจำเป็นมาโดยตลอด ระบบค่ารักษาแบบมีการจัดการเป็นกลไกที่นำรายการนอกประกันสุขภาพพื้นฐานที่มีความเสี่ยงต่อการรักษาเกินจำเป็นมาควบคุม โดยกำหนดทั้งเกณฑ์การรักษาและอัตราค่าบริการไว้ล่วงหน้า
ฮันวา อินเวสต์เมนท์ แอนด์ ซีเคียวริตีส์ ประเมินว่าค่าสินไหมประกันสุขภาพส่วนบุคคล (실손보험) ที่เกี่ยวข้องกับการทำกายภาพบำบัดด้วยมือต่อปีจะลดลงประมาณ 8 หมื่นล้านวอนสำหรับบริษัทประกันรายใหญ่ 3 แห่ง และลดลงประมาณ 2 หมื่นล้านวอนสำหรับฮันวา เจเนอรัล อินชัวรันส์ ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราการจ่ายเคลมของประกันสุขภาพส่วนบุคคลลดลงตามไปด้วย
ทั้งนี้ ตัวเลขประมาณการดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ตามสมมติฐานของรายงานฉบับนี้เท่านั้น ขนาดการลดลงของค่าสินไหมที่จ่ายจริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามรูปแบบการเคลมและพฤติกรรมการใช้บริการทางการแพทย์ที่เปลี่ยนไป
การแข่งขันขายกรมธรรม์ใหม่ที่ผ่อนคลายลงก็เป็นอีกตัวแปรหนึ่ง โดยปกติแล้วยอดกรมธรรม์ใหม่ที่ลดลงมักถูกมองเป็นสัญญาณลบในธุรกิจประกัน แต่การแข่งขันขายที่รุนแรงเกินไปก็อาจทำให้ต้นทุนต่อกรมธรรม์ใหม่สูงขึ้น อัตราการจ่ายเคลมสูงขึ้น อัตราทวีคูณกำไร CSM ลดลง และอัตราการยกเลิกกรมธรรม์เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
CSM หรือ 'ส่วนต่างกำไรตามสัญญาประกันภัย' (Contractual Service Margin) หมายถึงกำไรในอนาคตที่บริษัทประกันจะรับรู้จากกรมธรรม์ที่ขายไปแล้ว และถูกใช้เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรระยะยาวของบริษัทประกันนับตั้งแต่มีการเริ่มใช้มาตรฐานบัญชีระหว่างประเทศฉบับใหม่ IFRS17
รายงานยังระบุด้วยว่า หากการปรับขึ้นอัตราเบี้ยประกันและการคุมเข้มค่าคอมมิชชันการขายทำให้การแข่งขันด้านยอดขายลดความรุนแรงลง อัตราทวีคูณกำไรของกรมธรรม์ใหม่และภาระการปรับปรุง CSM ก็อาจดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่อฐานะเงินกองทุนขั้นพื้นฐานและความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของบริษัทประกัน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังไม่ใช่หลักฐานที่ยืนยันได้ว่าจะนำไปสู่การเพิ่มเงินปันผลหรือทิศทางราคาหุ้นในอนาคต การที่ยอดกรมธรรม์ใหม่ลดลงจะเป็นปัจจัยลบหรือกลับกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยลดภาระต้นทุนนั้น ขึ้นอยู่กับโครงสร้างผลิตภัณฑ์และอัตราการคงอยู่ของกรมธรรม์ในแต่ละบริษัท ซึ่งแตกต่างกันไป
นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ปรับสูงขึ้นจะช่วยลดมูลค่าประเมินของหนี้สินประกันภัยลง ซึ่งเป็นผลดีต่อสินทรัพย์สุทธิของบริษัท ทั้งนี้ ทีมข่าวเคยนำเสนอประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีกับตัวแปรอัตราส่วนเงินกองทุนตามความเสี่ยง K-ICS ของบริษัทประกันไปแล้วก่อนหน้านี้ ในรายงานก่อนหน้า
ภายใต้มาตรฐานบัญชี IFRS17 และเกณฑ์ K-ICS การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยและอัตราการจ่ายเคลมจะสะท้อนเข้าไปในความสามารถในการจ่ายเงินตามภาระผูกพันและโครงสร้างการเงินของบริษัทประกันโดยตรง อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจเป็นผลดีต่อการประเมินมูลค่าหนี้สินประกันภัย แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้เกิดผลขาดทุนจากการประเมินมูลค่าพันธบัตรที่ถือครองอยู่ และกระทบต่ออัตราส่วนความสามารถในการจ่ายเงินตามภาระผูกพันได้เช่นกัน
คิม โดฮา (Kim Do-ha) นักวิเคราะห์จากฮันวา อินเวสต์เมนท์ แอนด์ ซีเคียวริตีส์ กล่าวว่า "ในสถานการณ์ปัจจุบันที่การแข่งขันด้านปริมาณการขายลดความร้อนแรงลง พร้อมกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับขึ้นและมีการขึ้นอัตราเบี้ยประกันไปพร้อมกัน คุณภาพของกรมธรรม์ใหม่มีแนวโน้มจะดีขึ้น" และเสริมว่า "ในช่วงที่การแข่งขันขายกรมธรรม์ใหม่ผ่อนคลายลงจนต้นทุนต่อกรมธรรม์ใหม่ลดลง และ CSM ของกรมธรรม์ใหม่เพิ่มขึ้น โอกาสที่กำไรสะสมที่นำไปจ่ายปันผลได้จะลดลงก็จะน้อยลงตามไปด้วย" คำอธิบายนี้สะท้อนว่าเงื่อนไขการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มประกันไม่ได้อยู่ที่ยอดขายอีกต่อไป แต่อยู่ที่การกลับสู่ภาวะปกติของโครงสร้างกำไรและขาดทุนแทน
ความคิดเห็น 0