เดวิด แซคส์(David Sacks) อดีตประธานเจ้าหน้าที่ด้าน AI และคริปโตประจำทำเนียบขาว และประธานร่วมคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประธานาธิบดี (PCAST) กลับมาปะทะกับดาริโอ อาโมเดอี(Dario Amodei) ซีอีโอแอนโทรปิก(Anthropic) อีกครั้ง ในประเด็นขอบเขตการกำกับดูแล AI ระดับแนวหน้า (Frontier AI) โดยประเด็นหลักอยู่ที่ว่ามาตรการด้านความปลอดภัยที่เสนอมานั้นเป็นเพียง 'มาตรฐานขั้นต่ำที่จำเป็น' หรือแท้จริงแล้วเป็น 'ระบบใบอนุญาต' ที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัท AI ขนาดใหญ่กันแน่
กลางเดือนสิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) อาโมเดอีโพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์(X) ระบุว่าข้อกล่าวอ้างที่ว่าการกำกับดูแลจะนำไปสู่การผูกขาดกฎเกณฑ์และการรวมศูนย์อำนาจโดยอัตโนมัตินั้นเป็นมุมมองที่ 'ง่ายเกินไป' ด้านแซคส์โต้กลับในวงเดียวกันว่าแนวทางของอาโมเดอีก็คือ "ใบขับขี่ (DMV) สำหรับวงการ AI" ซึ่งอาจฉุดความเร็วของอุตสาหกรรม AI สหรัฐฯ ให้ช้าลง
จุดเริ่มต้นของข้อพิพาทนี้มาจากเอกสารนโยบายที่แอนโทรปิกเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน ภายใต้ชื่อ 'Policy on the AI Exponential' ซึ่งเสนอให้รัฐบาลมีอำนาจสกัดกั้นหรือระงับการเปิดใช้งานโมเดล AI แนวหน้าที่มีความเสี่ยงสูง
ขอบเขตที่แอนโทรปิกเสนอครอบคลุมโมเดลที่ใช้พลังประมวลผลเกิน 10 ยกกำลัง 25 FLOPs บริษัทที่มีรายได้จากธุรกิจ AI เกิน 500 ล้านดอลลาร์ และบริษัทที่มีงบวิจัยพัฒนา (R&D) ด้าน AI เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยกำหนดให้ต้องผ่านการทดสอบจากบุคคลที่สาม เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ รับการประเมินอย่างอิสระ และมีระบบรักษาความปลอดภัยรองรับ
FLOPs เป็นหน่วยวัดปริมาณการประมวลผลที่ใช้ในการฝึกโมเดล AI ส่วน 'AI แนวหน้า' หมายถึงกลุ่มโมเดลที่ทรงพลังที่สุดในระดับเทคโนโลยีปัจจุบัน ซึ่งฝ่ายที่สนับสนุนการกำกับดูแลมองว่ายิ่งประสิทธิภาพสูงขึ้นเท่าไร ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ ความเสี่ยงทางชีวภาพ หรือการตัดสินใจอัตโนมัติของ AI ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อาโมเดอีมองว่าการกำกับดูแลไม่ได้แปลว่าจะเสริมอำนาจให้บริษัทใหญ่เสมอไป เขาอธิบายว่าข้อเสนอของแอนโทรปิกออกแบบมาเพื่อ 'ชะลอความเร็ว' ของบริษัท AI แนวหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นรายเล็กสามารถแข่งขันได้
เขายังระบุว่า แม้ AI จะมีธรรมชาติที่ทำให้อำนาจทางเศรษฐกิจกระจุกตัว เพราะต้องพึ่งพาทรัพยากรประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเปิดใช้งาน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทางออกต้องเป็นการกำกับดูแลแบบรวมศูนย์เสมอไป แนวทางที่เหมาะสมคือการวางมาตรการความปลอดภัยไว้ในขอบเขตที่แคบ พร้อมเปิดพื้นที่ให้โมเดลแบบเปิดเผยน้ำหนัก (Open-weight) ยังคงพัฒนาต่อไปได้
ฝั่งแซคส์โต้แย้งโดยเน้นไปที่ 'อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด' เขาระบุว่าระบบตรวจสอบแบบเดียวกับหน่วยงาน FAA, FDA และ FINRA ของสหรัฐฯ จะสร้างคิวการทดสอบและขออนุมัติที่ยืดยาวสำหรับโมเดล AI ซึ่งอาจทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบจีนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดแบบเดียวกัน
ประเด็นที่แซคส์หยิบยกขึ้นมาไม่ได้อยู่ที่ความจำเป็นของการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยโดยตรง แต่อยู่ที่ว่าใครเป็นผู้อนุมัติ ใช้เกณฑ์แบบใด และอนุมัติได้เร็วแค่ไหน (ความคิดเห็น: หากอำนาจการตรวจสอบสะสมอยู่ในมือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ผลลัพธ์สุดท้ายอาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัทใหญ่ที่มีทุนและทีมกฎหมายพร้อมอยู่แล้ว มากกว่าผู้เล่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาด)
อาโมเดอีพยายามแยกตัวออกจากข้อเสนอที่ต้องการ 'แบนโมเดล Open-weight ทั้งหมด' โดยสำนักข่าว Axios รายงานเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่าอาโมเดอียืนยันว่าตนไม่เคยสนับสนุนการแบนโมเดลแบบเปิดเผยน้ำหนักแต่อย่างใด
โมเดลแบบเปิดเผยน้ำหนัก (Open-weight) หมายถึงโมเดล AI ที่เปิดเผยค่าพารามิเตอร์ของโมเดล (Weight) ให้นักพัฒนาภายนอกสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานต่อได้ อาโมเดอีมองว่าโมเดลที่ไม่มีความเสี่ยงสูงมีสถานะไม่ต่างจาก 'สินค้าสาธารณะ' แต่สำหรับโมเดลที่มีศักยภาพสูงกว่านั้น จำเป็นต้องมีการควบคุมการส่งออกชิป การปราบปรามเทคนิคการกลั่นโมเดล (Distillation) และการทดสอบด้านความปลอดภัยควบคู่กันไป
ข้อพิพาทครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การประชาสัมพันธ์นโยบายของแอนโทรปิกเพียงบริษัทเดียว โดย Axios สรุปเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่าอาโมเดอี, แซม อัลต์แมน(Sam Altman) ซีอีโอโอเพนเอไอ(OpenAI) และเดมิส แฮสซาบิส(Demis Hassabis) ซีอีโอกูเกิล ดีปมายด์(Google DeepMind) มีท่าทีที่ค่อนข้างสอดคล้องกันในประเด็นความจำเป็นของการกำกับดูแล AI แนวหน้า
อย่างไรก็ตาม ความเห็นยังคงแตกต่างกันในรายละเอียดว่าสุดท้ายแล้วอำนาจตัดสินใจควรอยู่ที่รัฐบาลโดยตรง หรือควรมีองค์กรตรวจสอบที่นำโดยภาคอุตสาหกรรมเอง หรือควรสร้างระบบรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติขึ้นมา (ความคิดเห็น: แม้การประเมินความปลอดภัยจะกลายเป็น 'ภาษากลาง' ที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน แต่การออกแบบระบบดังกล่าวจะปกป้องการแข่งขันหรือกลับกลายเป็นการปิดกั้นการแข่งขัน ยังเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องแยกพิจารณาต่างหาก)
สำหรับผู้อ่านที่ติดตามวงการคริปโตและบล็อกเชน ประเด็นการกำกับดูแล AI ยังเชื่อมโยงกับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินดิจิทัลด้วย เพราะขีดความสามารถในการโจมตีและป้องกันทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของกระดานเทรด กระเป๋าเงินดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานเกี่ยวกับการประสานงานระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในการประเมินความปลอดภัยของ AI แนวหน้ามาแล้ว
ข้อพิพาทครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในกรอบง่ายๆ แบบ 'กำกับดูแล vs นวัตกรรม' อาโมเดอียืนยันแนวทาง 'มาตรการความปลอดภัยที่แคบแต่เข้มข้น' สำหรับโมเดลที่ทรงพลัง ขณะที่แซคส์มองว่าหากปล่อยให้มาตรการเหล่านั้นสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็อาจกลายเป็น 'ระบบใบอนุญาต' ที่ตรึงโครงสร้างตลาดให้เอื้อผู้เล่นรายใหญ่ไปโดยปริยาย
ความคิดเห็น 0