Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

หนังสือหายากกว่า 1,000 เล่ม ถูกอเมซอน(AMZN) สแกนป้อน AI ก่อนทำลายต้นฉบับ

อเมซอน(AMZN) ถูกรายงานว่าซื้อหนังสือหายากและหนังสือที่เลิกพิมพ์แล้วจำนวนมาก นำไปสแกนเพื่อใช้ฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) แล้วทำลายต้นฉบับทิ้ง กระแสวิพากษ์วิจารณ์กำลังขยายวงกว้าง เมื่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เริ่มมองว่าทรัพยากรความรู้ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่คอนเทนต์ออนไลน์ เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับฝึก AI ด้วยเช่นกัน

สื่อสายเทคโนโลยี 404 Media รายงานว่าได้ติดตามการขนส่งหนังสือราว 1,000 เล่มจากผู้ขายหนังสือรายหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งถูกส่งไปยังศูนย์ VGT3 ของอเมซอนในเมืองลาสเวกัส โดยสื่อรายนี้ใช้อุปกรณ์ติดตามอย่าง AirTag ตรวจสอบเส้นทางขนส่ง และระบุว่าที่ศูนย์ดังกล่าวมีการตัดสันปกหนังสือออกเพื่อให้สแกนได้เร็วขึ้น

อเมซอนยอมรับว่าบริษัทจัดซื้อหนังสือเพื่อ 'ความพยายามด้านเทคโนโลยี' แต่ไม่เปิดเผยว่าซื้อในปริมาณเท่าใด หรือข้อมูลจากการสแกนถูกนำไปใช้กับบริการ AI ตัวไหน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าหลังสแกนเสร็จ หนังสือฉบับจริงถูกทำลายทิ้งด้วย

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่กรรมสิทธิ์ของหนังสือ แต่อยู่ที่วิธีการได้มาซึ่งข้อมูลฝึก AI หนังสือที่ปรากฏในรายงานส่วนใหญ่ตีพิมพ์ก่อนปี 2022 ซึ่งอธิบายได้ว่าเป็นเพราะความต้องการ 'ข้อความที่มนุษย์เขียนเอง' ก่อนที่ AI แบบสร้างสรรค์ (Generative AI) จะแพร่หลายเต็มรูปแบบ กำลังเพิ่มสูงขึ้น

ความกังวลที่ว่าหากข้อความที่ AI สร้างขึ้นถูกนำกลับไปปนอยู่ในข้อมูลฝึก AI อีกครั้ง อาจทำให้คุณภาพของโมเดลลดลง ก็เป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันความต้องการนี้ สำหรับบริษัทพัฒนา AI การใช้ข้อความที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว ทำให้ยากที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาลิขสิทธิ์ คุณภาพ และความซ้ำซ้อนไปพร้อมกัน

ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่วิธี 'สแกนแบบทำลาย' แทนที่จะเปิดหนังสือถ่ายภาพทีละหน้า การตัดสันปกให้เป็นแผ่นเดี่ยวแล้วป้อนเข้าเครื่องสแกนความเร็วสูงช่วยให้ประมวลผลได้เร็วขึ้นก็จริง แต่ต้นฉบับกลับไม่ถูกเก็บรักษาไว้

ในกรณีหนังสือหายากหรือเลิกพิมพ์แล้ว การจะหาเล่มเดิมมาทดแทนแทบเป็นไปไม่ได้ ความขัดแย้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาการเก็บรวบรวมข้อมูลเท่านั้น แต่ยังมีเสียงวิจารณ์ว่าคุณค่าด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมอาจได้รับความเสียหาย แยกต่างหากจากประเด็นลิขสิทธิ์

วิธีการลักษณะเดียวกันนี้เคยปรากฏในกรณีของแอนโทรปิก(Anthropic) เช่นกัน โดยแอนโทรปิกถูกระบุว่าระหว่างกระบวนการพัฒนาโมเดลคล็อด(Claude) ได้ซื้อหนังสือฉบับพิมพ์จำนวนมาก แกะสันปกออกแล้วนำไปสแกน ก่อนทำลายต้นฉบับทิ้งเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม รายงานเกี่ยวกับอเมซอนครั้งนี้กับกรณีของแอนโทรปิกเป็นคนละเรื่องกัน ขอบเขตการจัดซื้อหนังสือและการใช้ข้อมูลจากการสแกนของอเมซอนยังต้องได้รับการตรวจสอบแยกต่างหาก

ศาลสหรัฐฯ เคยวินิจฉัยในคดีลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับแอนโทรปิกว่า การสแกนหนังสือที่ซื้อมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อใช้ฝึก AI แล้วทำลายต้นฉบับทิ้ง อาจเข้าข่าย 'การใช้งานโดยชอบธรรม' (Fair Use) ได้ในบางบริบท แต่คำวินิจฉัยนี้ไม่ได้แก้ปัญหาการอนุรักษ์หนังสือหายากแต่อย่างใด เพราะประเด็นในคดีลิขสิทธิ์กับประเด็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมเป็นคนละเรื่องกัน

สำหรับผู้อ่านชาวไทย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่กระแสวิพากษ์วิจารณ์บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในต่างประเทศเท่านั้น ก่อนหน้านี้ Twitch ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออเมซอน เคยถูกวิจารณ์จากกรณีที่ เปิดใช้งานการนำคอนเทนต์ของครีเอเตอร์ไปฝึก AI แบบสร้างสรรค์เป็นค่าเริ่มต้นโดยอัตโนมัติ มาแล้ว

หากกรณีของ Twitch เป็นประเด็นเรื่องโครงสร้างการขอความยินยอมใช้คอนเทนต์ของผู้ใช้ รายงานเรื่องการซื้อหนังสือครั้งนี้ก็ขยายคำถามไปถึงวิธีการเก็บรักษาทรัพยากรทางกายภาพด้วย การแข่งขันด้านข้อมูลของบริษัท AI กำลังแตะทั้งเรื่องความยินยอมของผู้สร้างสรรค์ผลงาน ลิขสิทธิ์ และมาตรฐานการอนุรักษ์ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

ขนาดของการจัดซื้อหนังสือของอเมซอน การใช้งานข้อมูลจากการสแกนอย่างเจาะจง และความหายากของหนังสือที่ถูกทำลายทิ้ง ยังไม่ถูกเปิดเผย รายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลฝึก AI กำลังขยายวงจากโพสต์ วิดีโอ และแชทออนไลน์ ไปสู่ปัญหาการอนุรักษ์สิ่งพิมพ์แล้ว

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1