กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ หรือ CalPERS ถือหุ้นสแตรทีจี(Strategy, MSTR) อยู่ 388,000 หุ้น ตามข้อมูลที่มีการรวบรวมล่าสุด กรณีนี้ไม่ใช่การที่กองทุนบำนาญภาครัฐเข้าซื้อบิตคอยน์(BTC) โดยตรง แต่เป็นการรับความเสี่ยงต่อราคาบิตคอยน์แบบ 'ทางอ้อม' ผ่านหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ถือครองบิตคอยน์จำนวนมาก
ผู้ให้บริการข้อมูล 13F อย่าง Stockzoa ระบุว่า ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 CalPERS ถือหุ้นสแตรทีจีจำนวน 388,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประเมิน 49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตัวเลข 35.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่สำนักข่าว CryptoBriefing เคยเผยแพร่นั้น ใกล้เคียงกับการประเมินมูลค่าจากราคาหุ้นในภายหลังมากกว่า จึงไม่ตรงกับตัวเลขในเอกสาร 13F ต้นฉบับที่เปิดเผยต่อสาธารณะโดยตรง
รายงาน 13F ฉบับล่าสุดที่ CalPERS เปิดเผยต่อสาธารณะคือรายงานประจำไตรมาส 2 ซึ่งยื่นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม เว็บไซต์ 13F.info ระบุว่ารายงานฉบับนี้มีวันที่อ้างอิงคือ 30 มิถุนายน มีจำนวนหลักทรัพย์ที่ถือครองทั้งหมด 1,061 รายการ และมูลค่ารวมของพอร์ตอยู่ที่ประมาณ 177,384 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
13F คือรายงานที่นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ต้องเปิดเผยการถือครองหุ้นจดทะเบียนในสหรัฐฯ ณ สิ้นไตรมาสแบบ 'ย้อนหลัง' เนื่องจากเป็นข้อมูลภาพนิ่งของวันสุดท้ายในไตรมาส ตัวเลขที่ปรากฏจึงอาจแตกต่างจากปริมาณการถือครองหรือมูลค่าจริงในวันที่ยื่นเอกสารหรือวันที่มีการรายงานข่าว
สแตรทีจีเปิดเผยต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ว่า ณ วันที่ 25 พฤษภาคม บริษัทถือครองบิตคอยน์อยู่ 843,738 BTC เว็บไซต์ทางการของบริษัทเองก็อธิบายว่าหุ้น MSTR คือช่องทางรับความเสี่ยงต่อราคาบิตคอยน์แบบ 'ขยายผล' (amplified exposure)
ด้วยเหตุนี้ การถือหุ้นสแตรทีจีจึงมีรูปแบบเป็นการลงทุนในหุ้นทั่วไป แต่ในทางเศรษฐศาสตร์กลับเชื่อมโยงกับความผันผวนของราคาบิตคอยน์โดยตรง อย่างไรก็ตาม การถือหุ้นสามัญไม่ได้หมายความว่าผู้ถือหุ้นมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิไถ่ถอนในบิตคอยน์ที่บริษัทถือครองอยู่แต่อย่างใด
ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่ว่ากองทุนบำนาญภาครัฐเข้าซื้อบิตคอยน์โดยตรงหรือไม่ เพราะสินทรัพย์ที่ CalPERS ถือครองคือหุ้นสแตรทีจี ไม่ใช่บิตคอยน์ และความเสี่ยงที่ได้รับก็เป็นรูปแบบทางอ้อมผ่านหุ้นจดทะเบียนเท่านั้น
โครงสร้างแบบนี้เป็นประเด็นที่คุ้นเคยสำหรับนักลงทุนไทยเช่นกัน เพราะกองทุนบำนาญหรือบริษัทจัดการสินทรัพย์ไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง แต่ความผันผวนของสินทรัพย์ดิจิทัลก็สามารถแทรกเข้ามาในพอร์ตได้ผ่านหุ้นของบริษัทที่ถือครองบิตคอยน์หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตในตลาดหลักทรัพย์
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานกรณีที่ตัวเลขการถือครองหุ้นสแตรทีจีจากเอกสารเปิดเผยและการรวบรวมข้อมูลจากภายนอกไม่ตรงกัน ซึ่งขณะนั้นประเด็นหลักก็เป็นเรื่องความต่างระหว่างตัวเลขการถือครองตามเอกสาร 13F กับมูลค่าประเมินที่สื่อต่างประเทศนำเสนอ ไม่ใช่ทิศทางการลงทุนของสถาบันใดสถาบันหนึ่งโดยเฉพาะ
ความเสี่ยงลักษณะนี้ในพอร์ตของสถาบันทำงานต่างจากการถือ ETF หรือถือเหรียญโดยตรง เพราะราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนแค่ราคาบิตคอยน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการระดมทุน โครงสร้างหนี้ การออกหุ้นเพิ่ม และมูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทด้วย
CalPERS ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมว่า ผลตอบแทนการลงทุนเบื้องต้นสำหรับปีงบประมาณ 2025-2026 อยู่ที่ 14.8% โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน สินทรัพย์ของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีมูลค่าประมาณ 637,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสมาชิกรวม 2.4 ล้านคน
ในแถลงการณ์ฉบับเดียวกัน CalPERS ระบุว่าได้เริ่มใช้แนวทางบริหารแบบ 'พอร์ตรวมทั้งกองทุน' (Total Portfolio Approach) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งเป็นระบบบริหารที่มองผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนทั้งหมดร่วมกัน แทนที่จะตั้งเป้าหมายแยกตามประเภทสินทรัพย์แต่ละกลุ่ม
ภายใต้แนวทางพอร์ตรวมทั้งกองทุนนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือหุ้นแต่ละตัวมีส่วนสร้างความเสี่ยงและผลตอบแทนต่อกองทุนโดยรวมอย่างไร มากกว่าจะจัดอยู่ในประเภทสินทรัพย์ใด หุ้นอย่างสแตรทีจีแม้ในทางรูปแบบจะเป็นหุ้นสามัญ แต่ปัจจัยความเสี่ยงบางส่วนซ้อนทับกับความผันผวนของบิตคอยน์ ทำให้การกำหนดเกณฑ์บริหารจัดการไม่ใช่เรื่องง่ายตรงไปตรงมา
บนโซเชียลมีเดียมีทั้งความเห็นที่มองว่า CalPERS ได้รับความเสี่ยงต่อบิตคอยน์แบบอ้อมผ่านสแตรทีจี และความกังวลว่ากองทุนบำนาญภาครัฐกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสินทรัพย์ที่ผันผวนสูง อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะเพียงอย่างเดียว ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่า CalPERS กำลังผลักดันการเข้าถือครองบิตคอยน์โดยตรง
ปริมาณบิตคอยน์ที่สแตรทีจีถือครองและเอกสาร 13F ของสถาบันต่าง ๆ มีแนวโน้มจะยังคงเป็นดัชนีสำคัญที่ใช้ประเมินความเสี่ยงทางอ้อมต่อสินทรัพย์ดิจิทัลของนักลงทุนสถาบันต่อไป ส่วนการเปลี่ยนแปลงการถือครองครั้งต่อไปของ CalPERS จะปรากฏให้เห็นในเอกสาร 13F ฉบับถัดไป
ความคิดเห็น 0