เกรซี เฉิน(Gracy Chen) ซีอีโอบิตเก็ต(Bitget) ระบุว่าการดีดตัวขึ้นล่าสุดของบิตคอยน์(BTC) ยังไม่ถือเป็นการกลับตัวของแนวโน้ม พร้อมย้ำเกณฑ์การซื้อสะสมส่วนตัวไว้ที่ระดับประมาณ 50,000 ดอลลาร์อีกครั้ง ขณะเดียวกันมองว่าราคาปลายปีอาจไม่ต่างจากระดับปัจจุบันมากนัก ซึ่งเป็นมุมมองเชิงระมัดระวัง
เฉิน กล่าวในบทสัมภาษณ์กับ Cointelegraph ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่าราคาบิตคอยน์(BTC) ณ สิ้นปีอาจแกว่งตัวอยู่ในกรอบบวกลบ 10,000-20,000 ดอลลาร์จากระดับปัจจุบัน พร้อมระบุว่านี่คือ "มุมมองที่รับผิดชอบมากกว่า" นอกจากนี้เธอยังมองว่าโอกาสที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าซื้อบิตคอยน์(BTC) เพิ่มเติมภายใน 2 ปีข้างหน้ายังอยู่ในระดับต่ำ
ประเด็นสำคัญของคำให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การคาดการณ์ราคา แต่อยู่ที่หลักการบริหารเงินทุนส่วนตัวของเฉินมากกว่า ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม เฉินเคยโพสต์ผ่าน X ระบุว่าช่วง 60,000-70,000 ดอลลาร์เป็นโซนสำหรับ 'ทยอยซื้อสะสม' (DCA) ขณะที่ระดับต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์ถูกมองเป็นเกณฑ์การเข้าซื้อที่เข้มข้นกว่า
DCA คือกลยุทธ์การแบ่งเงินลงทุนออกเป็นหลายครั้งเพื่อกระจายต้นทุนเฉลี่ยของการซื้อ เน้นลดผลกระทบจากความผันผวนมากกว่าการคาดเดาทิศทางราคาในครั้งเดียว และเป็นวิธีที่นักลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งมีความผันผวนสูงมักนำมาใช้
มุมมองของเฉินสวนทางกับบรรยากาศตลาดในช่วงที่ผ่านมาอยู่พอสมควร สำนักข่าว Reuters รายงานว่าการขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกอบกับแรงกดดันจากประธานาธิบดีทรัมป์ให้เร่งผลักดันกฎหมาย CLARITY Act กระตุ้นความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง จนทำให้บิตคอยน์(BTC) ทะลุระดับ 70,000 ดอลลาร์ได้ ทั้งนี้การวิเคราะห์ระบุว่าแรงซื้อคืนสถานะชอร์ต(short covering) ก็มีส่วนหนุนการปรับขึ้นในครั้งนั้นด้วยเช่นกัน
กฎหมาย CLARITY Act เป็นร่างกฎหมายที่กำหนดขอบเขตอำนาจกำกับดูแลระหว่างหลักทรัพย์และสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงมาตรฐานการกำกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าไบรอัน อาร์มสตรอง(Brian Armstrong) ซีอีโอ Coinbase ระบุว่าการเจรจาระหว่างสองพรรคเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้มีความคืบหน้า
ในอีกด้านหนึ่งก็มีมุมมองที่ต่างออกไป โดย Cointelegraph รายงานว่า เจฟฟ์ เคนดริก(Geoff Kendrick) หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(Standard Chartered) ระบุในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมว่า เป้าหมายราคา 100,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีอาจเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินไป โดยอ้างอิงจากกระแสเงินไหลเข้ากองทุน BTC ETF ที่ฟื้นตัว และสถานะการถือครองสัญญาที่ยังไม่ปิด(open interest) ซึ่งอยู่ในระดับต่ำ
สาเหตุที่มุมมองต่อการดีดตัวของราคาระลอกเดียวกันแตกต่างกันมาจากเกณฑ์ที่แต่ละฝ่ายให้น้ำหนัก เฉินให้ความสำคัญกับอัตราดอกเบี้ย สภาวะเศรษฐกิจมหภาค และการฟื้นตัวของสภาพคล่องเป็นหลัก ขณะที่เคนดริกให้น้ำหนักกับมาตรการสนับสนุนสภาพคล่องของกระทรวงการคลัง กระแสเงินทุนใน ETF และการทะลุแนวรับแนวต้านทางเทคนิคมากกว่า
short covering คือกระบวนการที่นักลงทุนซึ่งเดิมพันฝั่งราคาลงตัดสินใจซื้อคืนสถานะเพื่อลดผลขาดทุน หากแรงซื้อลักษณะนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาสั้นๆ ก็อาจเร่งให้ราคาปรับขึ้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าอุปสงค์ในตลาดจริง(spot) จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องเสมอไป
กระแสเงินไหลเข้ากองทุน BTC ETF สะท้อนแนวโน้มที่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยเพิ่มสัดส่วนการถือครองบิตคอยน์(BTC) ผ่านกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม หากกระแสเงินใน ETF สถานะในตลาดอนุพันธ์ และสภาพคล่องมหภาคไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน การตีความทิศทางราคาก็อาจแตกต่างกันได้
บิตเก็ต(Bitget) ประกาศแต่งตั้งเฉินเป็นซีอีโอตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 อย่างเป็นทางการ โดยบริษัทระบุว่าเฉินรับผิดชอบงานด้านการขยายตลาดทั่วโลกและการเพิ่มฐานผู้ใช้งานมาตั้งแต่ปี 2022 คำให้สัมภาษณ์ครั้งนี้จึงเป็นมุมมองด้านการบริหารความเสี่ยงในฐานะผู้เล่นในตลาดรายหนึ่ง มากกว่าจะเป็นเป้าหมายราคาอย่างเป็นทางการของตัวแลกเปลี่ยน
สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ควรแยกแยะไม่ใช่ตัวเลข 50,000 ดอลลาร์ แต่คือลักษณะของคำให้สัมภาษณ์ เฉินไม่ได้ระบุวันหรือเดือนที่ชัดเจน ส่วนความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าซื้อบิตคอยน์(BTC) เพิ่มก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องผ่านการตัดสินใจเชิงนโยบายและการพิจารณาของสภาคองเกรสอีกหลายขั้นตอน
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานมุมมองเชิงเทคนิคที่ระบุว่าหากบิตคอยน์(BTC) ไม่สามารถกลับขึ้นไปเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล 200 วัน อาจมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่ราคาจะหลุดระดับ 50,000 ดอลลาร์ โดยครั้งนั้นก็มีการเสนอว่าควรพิจารณาปริมาณการซื้อขาย อุปสงค์ในตลาดจริง สถานะในตลาดอนุพันธ์ และปัจจัยมหภาคประกอบกันด้วย
ในกลุ่มนักลงทุนเองก็มีความเห็นแตกต่างกันเรื่องโอกาสที่ราคาจะกลับไปแตะ 50,000 ดอลลาร์อีกครั้ง บางส่วนมองว่าหากเกิดแรงกระแทกจากปัจจัยมหภาคหรือแรงเทขายเพิ่มเติม ระดับราคาดังกล่าวก็มีความเป็นไปได้ ขณะที่อีกฝั่งมองว่าโอกาสค่อนข้างต่ำ โดยอ้างอิงจากอุปสงค์ของนักลงทุนสถาบันและความสามารถในการฟื้นตัวหลังการปรับฐานรุนแรงในอดีต
สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ เฉินยังไม่มองว่าการดีดตัวของราคาในรอบนี้เป็นการกลับตัวของแนวโน้ม ขณะที่สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(Standard Chartered) เสนอความเป็นไปได้ที่ราคาจะไปแตะระดับที่สูงกว่านั้นในตลาดเดียวกัน ทั้งสองมุมมองสะท้อนกรอบการประเมินเงื่อนไขตลาด มากกว่าจะเป็นคำแนะนำให้ซื้อหรือขายที่ชัดเจน
ความคิดเห็น 0