Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

407,000 ล้านดอลลาร์ไหลเข้ากองทุนตราสารหนี้ แม้ดอกเบี้ยทะลุ 5%

โต๊ะวางเอกสารข้อมูลพันธบัตรและกราฟเส้นอัตราดอกเบี้ย / TokenPost.ai

อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวยังคงอยู่ในระดับใกล้ 5% แต่เงินทุนกลับไหลเข้ากองทุน Bond ETF อย่างต่อเนื่อง โดยยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2026 พุ่งแตะ 407,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่านักลงทุนมองอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็น 'โอกาส' มากกว่า 'ความเสี่ยง'

Crypto Briefing สื่อคริปโตต่างประเทศรายงานว่า กองทุนตราสารหนี้ (Bond ETF) ดูดซับเงินลงทุนสะสม 407,000 ล้านดอลลาร์นับจากต้นปีจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และระบุว่าเฉพาะเดือนพฤษภาคมเดือนเดียว มีเงินไหลเข้าถึง 64,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดรายเดือน

ข้อมูลจาก สเตทสตรีท อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ (State Street Investment Management) บริษัทจัดการกองทุนรายใหญ่ของสหรัฐฯ ก็สอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว โดยเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กองทุน ETF ทั้งหมดที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้ารวม 180,000 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นเงินไหลเข้ากองทุน Bond ETF ถึง 55,000 ล้านดอลลาร์

ยอดสะสมกองทุน Bond ETF นับจากต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมจึงอยู่ที่ 407,000 ล้านดอลลาร์ และเงินยังคงไหลเข้าต่อเนื่องหลังจากทำสถิติสูงสุดในเดือนพฤษภาคม สะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงไม่ได้ทำให้ความต้องการกองทุนตราสารหนี้ลดลงแต่อย่างใด

ตามข้อมูลเส้นอัตราผลตอบแทนรายวันของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Department of the Treasury) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ 4.75% และพันธบัตรอายุ 30 ปีอยู่ที่ 5.25% ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2026 ก่อนจะขยับขึ้นต่อในวันที่ 1 กันยายน เป็น 4.79% และ 5.27% ตามลำดับ

โดยทั่วไป ราคาพันธบัตรจะเคลื่อนไหวสวนทางกับอัตราดอกเบี้ย เมื่อดอกเบี้ยปรับขึ้น ราคาพันธบัตรที่ออกขายไปก่อนหน้าด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าจะลดลง แต่เงินลงทุนก้อนใหม่กลับได้ประโยชน์ เพราะสามารถรับ 'ผลตอบแทน' ที่สูงขึ้นตามอัตราตลาดปัจจุบัน

สมาคมบริษัทการลงทุนแห่งสหรัฐฯ (Investment Company Institute: ICI) เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันที่ 1 กันยายนว่า ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 26 สิงหาคม กองทุน Bond ETF มียอดจดทะเบียนสุทธิ 13,783 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่ต้องเสียภาษี (Taxable Bond ETF) 12,054 ล้านดอลลาร์ และกองทุนพันธบัตรเทศบาล (Municipal Bond ETF) 1,729 ล้านดอลลาร์

ในสัปดาห์เดียวกัน กองทุนรวมตราสารหนี้ (Bond Mutual Fund) ก็มีเงินไหลเข้าสุทธิเช่นกัน ข้อมูลกองทุนรวมระยะยาวของ ICI ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กันยายน ระบุว่ากองทุนรวมตราสารหนี้มีเงินไหลเข้า 6,894 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่ต้องเสียภาษี 5,508 ล้านดอลลาร์ และกองทุนพันธบัตรเทศบาล 1,386 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ETF และกองทุนรวมมีขอบเขตการนับข้อมูลและฐานนักลงทุนที่แตกต่างกัน ETF มักมีแรงซื้อขายระหว่างวันและการปรับพอร์ตที่สูงกว่า ขณะที่กองทุนรวมมีสัดส่วนบัญชีเกษียณอายุและการลงทุนระยะยาวมากกว่า จึงไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองมารวมตีความเป็นชุดเดียวกัน

เงินลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้กระจายไปทั่วตลาดพันธบัตรระยะยาว แต่เทไปยังตราสารหนี้ระยะสั้นและกลุ่มเครดิตสูงเป็นหลัก สเตทสตรีทระบุในบทวิเคราะห์กระแสเงินทุน ETF เดือนสิงหาคมว่า กองทุน ETF ตราสารหนี้ภาคเอกชนระดับลงทุนได้ (Investment Grade Corporate Bond ETF) ดึงดูดเงินลงทุน 13,351 ล้านดอลลาร์ โดย 55% ของเงินก้อนนี้กระจายไปยังตราสารหนี้ระยะสั้นถึงระยะกลาง

กองทุน ETF พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (TIPS ETF) ก็มีเงินไหลเข้า 865 ล้านดอลลาร์ ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน สะท้อนว่าตลาดไม่ได้เพิกเฉยต่อการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย แต่ปรับกลยุทธ์ด้วยการลด 'ดูเรชัน' และเลือกสินทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือด้านเครดิตสูงขึ้นแทน

ดูเรชัน (Duration) คือดัชนีที่บ่งชี้ว่าราคาพันธบัตรจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากน้อยเพียงใด ยิ่งอายุคงเหลือของพันธบัตรยาวเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งมีแนวโน้มลดลงมากขึ้นเมื่อดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ รายงานก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงขึ้นอาจกดดันทั้งราคาพันธบัตรและประสิทธิภาพการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน

สำหรับนักลงทุนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย กระแสเงินทุนครั้งนี้ก็สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับการจัดสรรสินทรัพย์เช่นกัน เช่นเดียวกับ บทวิเคราะห์ที่ระบุว่า หากความนิยมในตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพสูงเพิ่มขึ้น เงินทุนที่ไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอาจเลือกเฟ้นมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง สิ่งที่ต้องติดตามจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินไหลเข้ากองทุนตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าเงินนั้นไหลไปยังพันธบัตรอายุเท่าไหร่และระดับเครดิตใด

ทั้งนี้ การที่มีเงินไหลเข้ากองทุน Bond ETF เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสรุปได้ว่าราคาจะมี 'เสถียรภาพ' หรือรับประกันผลตอบแทนใด ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 30 ปียังอยู่ในระดับ 5% ความผันผวนของราคาพันธบัตรระยะยาวยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ และหากทิศทางอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป ผลตอบแทนระหว่างผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้แต่ละประเภทก็อาจแตกต่างกันมากขึ้น

แม้ประเด็นนี้จะถูกนำเสนอผ่านสื่อคริปโต แต่แก่นของเรื่องไม่ได้อยู่ที่อุปสงค์ของบิตคอยน์(BTC) หรืออีเธอเรียม(ETH) แต่อย่างใด หากอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และทิศทางเงินทุนในตลาดการเงินดั้งเดิม โดยตัวเลขที่ยืนยันได้คือยอดสะสมเงินไหลเข้ากองทุน Bond ETF ที่ 407,000 ล้านดอลลาร์จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2026 และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ 4.75% กับอายุ 30 ปีที่ 5.25% ณ วันที่ 31 สิงหาคม

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1