ธนาคารพาณิชย์ในเกาหลีใต้เริ่มนำ ‘เกณฑ์ประเมินสินเชื่อเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย’ หรือ SCB (Small Business Credit Bureau) มาใช้ในการพิจารณาสินเชื่อ โดยนำข้อมูลนอกภาคการเงิน เช่น ยอดขาย ประเภทธุรกิจ และทำเลที่ตั้งร้าน มาประกอบการประเมินร่วมกับเครดิตสกอร์แบบเดิม เปิดทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่เคยเข้าไม่ถึงสินเชื่อเพราะติดเกณฑ์เครดิตทั่วไป มีโอกาสได้รับการประเมินศักยภาพการเติบโตของธุรกิจเพิ่มเติม
คณะกรรมการกำกับดูแลการเงินเกาหลีใต้ (Financial Services Commission หรือ FSC) เปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง ได้แก่ คุกมิน(Kookmin) ไอบีเค(IBK) นงฮย็อบ(NongHyup) ปูซาน(Busan) ชินฮัน(Shinhan) อูรี(Woori) เชจู(Jeju) และฮานา(Hana) เริ่มทดลองใช้ระบบ SCB ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่อี อ๊อกวอน(Lee Eok-won) ประธาน FSC ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสาขากวางฮวามุนของธนาคารไอบีเค(IBK) เมื่อวันที่ 2 กันยายน เพื่อติดตามผลการทดลองใช้งานดังกล่าว
ธนาคารอีก 8 แห่ง ได้แก่ คย็องนัม(Gyeongnam) กวางจู(Gwangju) ซูฮยอบ(Suhyup) ไอเอ็ม(iM) ช็อนบุก(Jeonbuk) คาเคาแบงก์(KakaoBank) เคแบงก์(K bank) และทอสแบงก์(Toss Bank) จะทยอยเข้าร่วมโครงการในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดย FSC ตั้งเป้าวงเงินสินเชื่อรวมของโครงการนำร่องไว้ที่ 2.2 ล้านล้านวอน
ระบบ SCB คือการเพิ่ม ‘แกนประเมินศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ’ เข้าไปในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่ปกติอ้างอิงจากประวัติธุรกรรมทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลัก โดยข้อมูลที่นำมาประเมินเพิ่มเติม ได้แก่ แนวโน้มยอดขาย ประเภทธุรกิจ ทำเลที่ตั้งร้าน ความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ อายุกิจการ จำนวนพนักงาน รวมถึงระดับการรับรู้แบรนด์และความต้องการของลูกค้า
สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ ข้อมูลอย่างจำนวนผู้เข้าชมร้าน ลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ และการบันทึกร้านเป็นรายการโปรด ก็อาจถูกนำมาพิจารณาประกอบด้วยเช่นกัน การขยายขอบเขตข้อมูลที่ใช้ประเมินจากเดิมที่เน้นหลักประกันและเครดิตสกอร์เป็นหลัก ทำให้หลายฝ่ายมองว่า SCB คือขั้นต่อยอดของแผนปฏิรูประบบประเมินเครดิตผู้ประกอบการรายย่อยที่รัฐบาลเกาหลีใต้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง
ในเชิงโครงสร้างการทำงาน ศูนย์ข้อมูลเครดิตเกาหลี(Korea Credit Information Services) จะเป็นผู้คำนวณ ‘เกรดการเติบโต’ จากนั้นบริษัทจัดอันดับเครดิตจะนำเกรดดังกล่าวไปผนวกกับเครดิตสกอร์เดิม จนได้ออกมาเป็น ‘เกรดเครดิตเพื่อการเติบโต’ ที่ธนาคารนำไปใช้ในการพิจารณาสินเชื่อจริง
เกรดการเติบโตแบ่งออกเป็น 10 ระดับ และแบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มย่อยตามลักษณะเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม โดยพิจารณาจากอัตราการเติบโตของยอดขายและขนาดรายได้ต่อปีเป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินว่าธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตหรือไม่
วิธีนำ SCB ไปใช้จริงแตกต่างกันไปในแต่ละธนาคาร บางแห่งเลือกปรับ ‘เกรดกลยุทธ์ภายใน’ ของลูกค้าที่มีผล SCB ดีให้สูงขึ้นหนึ่งระดับ เพื่อให้เข้าเกณฑ์ที่สามารถอนุมัติสินเชื่อได้
ธนาคารดังกล่าวยังใช้ SCB เป็นหลักในขั้นตอนตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อเท่านั้น จึงยังไม่ได้ให้สิทธิพิเศษด้านอัตราดอกเบี้ยหรือวงเงินเพิ่มเติมแต่อย่างใด แต่กำลังหารือแผนมอบวงเงินเพิ่มให้ลูกค้าที่มีผล SCB ระดับดี และคาดว่าจะเริ่มใช้จริงได้ภายในเดือนกันยายนนี้
ขณะที่อีกธนาคารหนึ่งให้สิทธิพิเศษทั้งการเพิ่มวงเงินสินเชื่อและขยายกลุ่มเป้าหมายที่เข้าเงื่อนไขรับความช่วยเหลือ สำหรับลูกค้าที่ได้เกรด SCB ระดับสูง โดยยังคงกระบวนการประเมินเครดิตและพิจารณาสินเชื่อแบบเดิมไว้ เพียงแต่นำผล SCB มาใช้ประกอบเพิ่มเติมในการประเมินศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ
ในแวดวงธนาคารระบุว่า SCB ไม่ได้ถูกใช้แทนที่เกณฑ์ประเมินเครดิตเดิม แต่เป็นเพียง ‘ตัวชี้วัดเสริม’ ในการพิจารณาเท่านั้น เจ้าหน้าที่ธนาคารรายหนึ่งอธิบายว่า "เดิมทีการพิจารณาสินเชื่อจะเน้นข้อมูลเครดิตส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินของเจ้าของกิจการเป็นหลัก แต่หลังจากนำ SCB มาใช้ ธนาคารสามารถนำข้อมูลเฉพาะของผู้ประกอบการ เช่น แนวโน้มยอดขาย ความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และศักยภาพการเติบโต มาพิจารณาประกอบเพิ่มเติมได้" คำอธิบายนี้สะท้อนว่า SCB ทำหน้าที่เติมเต็มมุมมองด้านศักยภาพธุรกิจที่ระบบประเมินเครดิตแบบเดิมยังมองไม่เห็น
อย่างไรก็ตาม การที่เกรด SCB อยู่ในระดับสูงไม่ได้หมายความว่าสินเชื่อจะได้รับอนุมัติโดยอัตโนมัติ เพราะธนาคารยังคงพิจารณาประวัติเครดิตเดิม ความสามารถในการชำระหนี้ และนโยบายสินเชื่อภายในประกอบกันไปด้วย
หากพบว่าผู้ขอสินเชื่อมีประวัติผิดนัดชำระ มีภาระหนี้สูงเกินไป หรือมีความสามารถในการชำระหนี้ไม่เพียงพอ แม้เกรด SCB จะสูง สินเชื่อก็อาจถูกจำกัดหรือถูกตัดสิทธิ์จากการได้รับเงื่อนไขพิเศษ ทั้งนี้ แนวทางปฏิบัติ SCB ของกลุ่มธนาคารยังกำหนดห้ามใช้ผล SCB เพียงอย่างเดียวเป็นเกณฑ์อัตโนมัติในการอนุมัติสินเชื่อด้วย
ในกรณีตัวอย่างที่ FSC เปิดเผยจากการทดสอบล่วงหน้า ผู้ประกอบการร้านกาแฟรายหนึ่งที่เคยถูกปฏิเสธสินเชื่อเพราะได้เครดิตเกรด 7 จากระบบเดิม กลับได้รับอนุมัติสินเชื่อหลังนำผล SCB มาพิจารณาร่วมด้วย โดยเกรดขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 6 ส่วนผู้ประกอบการร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์รายหนึ่งที่ได้ SCB เกรดสูง ก็ได้รับส่วนลดดอกเบี้ยเพิ่มอีก 1.0 จุดเปอร์เซ็นต์ ทำให้สามารถกู้เงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ 30 ล้านวอน ด้วยอัตราดอกเบี้ยราว 3% ต้นๆ
ผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีกอีกรายหนึ่งที่เดิมกู้ได้สูงสุดราว 30 ล้านวอน ก็ได้วงเงินเพิ่มเป็น 40 ล้านวอน พร้อมส่วนลดดอกเบี้ยราว 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีการวางมาตรการคุ้มครองธนาคารที่ปฏิบัติตามกฎหมายและขั้นตอนภายในอย่างถูกต้อง และปล่อยสินเชื่อ SCB บนพื้นฐานเหตุผลที่สมเหตุสมผล โดยจะไม่ถูกลงโทษเพียงเพราะภายหลังเกิดหนี้เสียหรือความเสียหายขึ้น
การทดลองใช้งานครั้งนี้เป็นขั้นต่อเนื่องจากกำหนดการที่ FSC ประกาศล่วงหน้าว่าจะลงพื้นที่ธนาคารไอบีเค(IBK) เพื่อตรวจเยี่ยมการทดลองใช้ระบบประเมินเครดิตเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยในวันที่ 2 กันยายน โดย FSC วางแผนจะนำ SCB ไปใช้กับสินเชื่อ ‘ซาอิทดล’(Saitdol) สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2026 และขยายไปใช้ในการพิจารณาค้ำประกันของกองทุนค้ำประกันสินเชื่อระดับภูมิภาคตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป
ความคิดเห็น 0