อีเธอเรียม(ETH) กำลังเผชิญกับแรงขายอย่างหนักในช่วงหลัง แต่ในทางกลับกันก็อาจเปิดโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาว เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญหลายรายมองว่านี่คือ *จังหวะเข้าซื้อที่ดี* ท่ามกลางสภาวะตลาดคริปโตที่ซบเซา โดยราคาของอีเธอเรียม ร่วงลงต่ำกว่า 1,800 ดอลลาร์ในรอบไม่กี่วัน ทำให้มีการปรับลดลงกว่า 14% ภายในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นผลกระทบร่วมจากสภาพเศรษฐกิจโลกและการชะลอตัวของตลาดในไตรมาสแรกของปี 2025
จากมุมมองทางเทคนิค ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (RSI) ของอีเธอเรียม ร่วงลงแตะระดับประมาณ 20 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทั่วไปแล้ว RSI ที่ต่ำกว่า 30 มักบ่งชี้ถึงภาวะ *ขายมากเกินไป* หรือ oversold ซึ่งอาจนำไปสู่การฟื้นตัวของราคาได้ อีกทั้งข้อมูลจากตลาดยังเผยว่า ปริมาณเหรียญที่ถูกโอนออกจากแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนมีจำนวนมากกว่าปริมาณที่ไหลเข้า ซึ่งแปลว่าผู้ถือครองกำลังย้ายเหรียญไปเก็บไว้ในกระเป๋าส่วนตัว ลดแรงกดดันจากการขายในระยะสั้น
ในด้านการคาดการณ์ราคา ความเห็นในตลาดยังคงหลากหลาย นักวิเคราะห์คริปโตที่ใช้ชื่อว่า “Crypto General” ระบุว่า หากอีเธอเรียมสามารถกลับมายืนเหนือระดับ 2,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง อาจเกิด *แรงส่งขาขึ้น* ที่แข็งแกร่ง พร้อมประเมินว่าช่วงราคาระดับปัจจุบันเป็น “ช่วงเวลาหายากสำหรับนักลงทุนระยะยาว” อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า หากราคายังยืนต่ำกว่า 1,800 ดอลลาร์ต่อเนื่อง อีเธอเรียมอาจปรับลงถึงระดับ 1,500 ดอลลาร์ได้เช่นกัน
ขณะที่ไมเคิล ฟาน เดอ ปอป(Michael van de Poppe) นักวิเคราะห์อีกคน ได้เปรียบเทียบว่าราคา *ทองคำ(Gold)* แข็งแกร่งกว่าสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเดียวกัน พร้อมกล่าวว่า “สัปดาห์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับอีเธอเรียม” เขายังชี้ว่าแผนการประกาศนโยบายกำแพงภาษีใหม่ในวันที่ 2 เมษายน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของตลาดเพิ่มเติม
เขาย้ำคำแนะนำว่า กลยุทธ์ “ขายตามข่าวลือ ซื้อเมื่อเกิดข่าวจริง” (*Sell the rumor, Buy the news*) อาจเหมาะสมในช่วงเวลานี้ เพราะหากข่าวที่เปิดตัวออกมารุนแรงน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ก็มีโอกาสเกิดแรงซื้อกลับและการฟื้นตัวของราคา
โดยสรุป แม้ว่าอีเธอเรียมจะเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งปัจจัยทางเทคนิคและความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญบางรายก็ยังคงมองว่านี่อาจเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการ *เข้าซื้อสะสมในระยะยาว* อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งอาจมีน้ำหนักต่อทิศทางราคาตลาดในระยะสั้น
ความคิดเห็น 0