Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

25.2% คือกำไรร้านค้ารายย่อยเกาหลีไตรมาส 2 แม้ยอดขายโต 4.53%

25.2% คือกำไรร้านค้ารายย่อยเกาหลีไตรมาส 2 แม้ยอดขายโต 4.53% / Tokenpost

ยอดขายเฉลี่ยของร้านค้ารายย่อย (โซจังกงอิน) ในเกาหลีใต้ช่วงไตรมาส 2 ปีนี้เพิ่มขึ้น 4.53% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่รายจ่ายกลับโตเร็วกว่า ทำให้อัตรากำไรลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง อยู่ที่ 25.2% ขณะที่ยอดหนี้ค้างชำระของผู้ประกอบการรายย่อยก็เพิ่มขึ้น 4.3% จากไตรมาสก่อนหน้า

โคเรีย เครดิต ดาต้า(Korea Credit Data, KCD) เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 ที่ผ่านมาผ่านรายงาน 'Korea Credit Data SME Trend Report' ที่วิเคราะห์สภาพการดำเนินธุรกิจของร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศในไตรมาส 2 ปีนี้ โดยรายงานอ้างอิงข้อมูลตัวอย่างร้านค้าที่ใช้บริการจัดการธุรกิจ 'แคชโน้ต(CashNote)' ส่วนข้อมูลด้านการเงินใช้ข้อมูลจากบริษัทประเมินเครดิตบุคคลธรรมดา ฮันกุก พยองกา จองโบ(Korea Pyeongga Jeongbo)

ในไตรมาส 2 ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านอยู่ที่ 47.11 ล้านวอน เพิ่มขึ้น 4.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 35.22 ล้านวอน เพิ่มขึ้นถึง 5.83% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของยอดขาย

ผลคือกำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง 0.85% มาอยู่ที่ 11.89 ล้านวอน สะท้อนว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ถูกต้นทุนที่สูงขึ้นกลืนไป ไม่ได้ถูกแปลงเป็นผลกำไรที่แท้จริง

อัตรากำไรไตรมาส 2 อยู่ที่ 25.2% ลดลง 0.92 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ต่อเนื่องจากไตรมาส 1 ที่ลดลง 1.09 จุดเปอร์เซ็นต์เช่นกัน นับเป็นการลดลงติดต่อกัน 2 ไตรมาส

อัตราการเติบโตของยอดขายเร่งขึ้นจาก 1.89% ในไตรมาส 1 เป็น 4.53% ในไตรมาส 2 แต่เพราะรายจ่ายโตเร็วกว่ายอดขาย การขยายตัวของยอดขายจึงไม่ได้แปลงเป็นกำไรที่ดีขึ้น

เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ยอดขายไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 10.64% กำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 19.02% และอัตรากำไรขยับขึ้น 1.78 จุดเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม โคเรีย เครดิต ดาต้า ระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาลที่ต่างกันระหว่างไตรมาส 1 กับไตรมาส 2

ภาระหนี้ของผู้ประกอบการรายย่อยก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ยอดคงค้างสินเชื่อผู้ประกอบการรายบุคคลในประเทศไตรมาส 2 อยู่ที่ 735.8 ล้านล้านวอน แบ่งเป็นสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ 433.6 ล้านล้านวอน และสถาบันการเงินนอกกลุ่มธนาคาร 302.2 ล้านล้านวอน

ในกลุ่มสถาบันการเงินนอกธนาคาร สินเชื่อจากสหกรณ์การเงิน (สังโฮ กึมยุง) มีมูลค่าสูงสุดที่ 237.7 ล้านล้านวอน ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อผู้ประกอบการรายบุคคลของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นจาก 433.2795 ล้านล้านวอนในไตรมาส 1 เป็น 433.5948 ล้านล้านวอนในไตรมาส 2 ส่วนยอดคงค้างของสถาบันนอกธนาคารเพิ่มจาก 298.9557 ล้านล้านวอน เป็น 302.1812 ล้านล้านวอนในช่วงเดียวกัน

ยอดหนี้ค้างชำระของสินเชื่อผู้ประกอบการรายบุคคลอยู่ที่ 15.2 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 4.3% จากไตรมาสก่อน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 2 ไตรมาสนับจากไตรมาส 1 โดยสัดส่วนหนี้ค้างชำระต่อยอดสินเชื่อคงค้างของบริษัทเงินทุน (ซอชุกอึนแฮง) อยู่ที่ 5.7% และสหกรณ์การเงินอยู่ที่ 3.5% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอื่นค่อนข้างมาก

ในฝั่งธนาคารพาณิชย์ ธนาคารท้องถิ่นมีตัวชี้วัดความแข็งแรงของสินเชื่อผู้ประกอบการรายบุคคลต่ำกว่าธนาคารใหญ่ 5 แห่ง โดยอัตราหนี้เสียของธนาคารปูซาน คย็องนัม ไอเอ็ม(iM) ควังจู และช็อนบุก ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 0.79% สูงกว่าอัตรา 0.44% ของ 5 ธนาคารใหญ่ ได้แก่ ธนาคารเคบีคุกมิน(KB Kookmin) ชินฮัน(Shinhan) ฮานา(Hana) อูรี(Woori) และเอ็นเอชนงฮยอบ(NH Nonghyup)

อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียเมื่อเทียบกับปีก่อนก็เช่นกัน ธนาคารท้องถิ่นเพิ่มขึ้น 11.3% สูงกว่า 5 ธนาคารใหญ่ที่เพิ่มขึ้นเพียง 2.3% หรือคิดเป็นอัตราหนี้เสียที่สูงกว่าประมาณ 1.8 เท่า และอัตราการเพิ่มขึ้นที่สูงกว่าประมาณ 4.9 เท่า

โคเรีย เครดิต ดาต้า วิเคราะห์ว่าสัดส่วนสินเชื่อผู้ประกอบการรายบุคคลแบบไม่มีหลักประกันของธนาคารท้องถิ่นขยายตัวสูงกว่าธนาคารใหญ่ 5 แห่งถึงราว 3 เท่า ขณะที่ธนาคารอินเทอร์เน็ตเน้นสินเชื่อแบบมีหลักประกันและดึงลูกค้าที่มีคุณภาพเครดิตดีกว่าไปได้มากกว่า ส่งผลให้ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางกระจุกตัวอยู่กับธนาคารท้องถิ่นมากขึ้น

ในการพิจารณาสินเชื่อร้านค้ารายย่อย เริ่มมีการนำระบบประเมินเครดิตเฉพาะทางที่ใช้ข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเลขทางการเงิน เช่น ยอดขาย ประเภทธุรกิจ และทำเลที่ตั้ง เข้ามาประกอบการพิจารณามากขึ้น ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มนำการประเมินศักยภาพการเติบโตของร้านค้ารายย่อยมาใช้ในการพิจารณาสินเชื่อ

คังเยวอน(Kang Ye-won) หัวหน้าฝ่ายข้อมูลของโคเรีย เครดิต ดาต้า กล่าวว่า "เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ยอดขายเพิ่มขึ้นก็จริง แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นเร็วกว่า ทำให้อัตรากำไรลดลงติดต่อกัน 2 ไตรมาส" และเสริมว่า "นี่คือสัญญาณที่ค่อนข้างน่ากังวลว่าธุรกิจของร้านค้ารายย่อยกำลังไม่เหลือกำไรจริงให้เห็น" คำกล่าวนี้สะท้อนว่าแม้ยอดขายจะโต แต่เมื่อภาระต้นทุนและหนี้ค้างชำระเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ความรู้สึกด้านผลกำไรที่ร้านค้ารายย่อยสัมผัสได้จริงก็ยิ่งลดลง

ควบคู่กันนี้ ภาครัฐยังผลักดันนโยบายที่ผสมทั้งการตัดหนี้ค้างชำระระยะยาวและการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ผ่อนชำระตรงเวลา โดยก่อนหน้านี้ TokenPost รายงานว่ามีการผลักดันแผนตัดหนี้ค้างชำระเกิน 20 ปีและการปรับโครงสร้างหนี้ให้ร้านค้ารายย่อย

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1