การประกาศมาตรการขึ้นภาษีเพิ่มเติมของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังตลาดการเงินของสหรัฐเมื่อวันที่ 3 (เวลาท้องถิ่น) ทำให้ทั้งตลาดคริปโตและตลาดหุ้นสหรัฐดำดิ่งลงแรง โดยดัชนี S&P 500 ร่วงลง 4.2% ในช่วงต้นของการซื้อขาย ซึ่งเป็นการติดลบรายวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ขณะเดียวกัน ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 3.41% ขณะที่แนสดักซึ่งมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ ดิ่งลงถึง 5.23% ส่งสัญญาณความตื่นตระหนกของนักลงทุนอย่างชัดเจน ทั้งนี้ มูลค่าตลาดรวมของตลาดหุ้นในวันดังกล่าวหายไปเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,920 ล้านล้านวอน
บิตคอยน์(BTC)เองก็ไม่ต่างกัน ราคาทรุดลงเกือบ 8% และกำลังพยายามประคองระดับแนวรับที่ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐอย่างไม่มั่นคง ข้อมูลจาก CoinGecko ชี้ว่า มูลค่ารวมของตลาดคริปโตหดตัวลงถึง 6.8% ภายใน 24 ชั่วโมง และ ‘จิตวิทยาการลงทุน’ โดยรวมกำลังอยู่ในภาวะถดถอยเต็มที่ ตามรายงานจาก CoinGlass มีเทรดเดอร์กว่า 200,000 รายที่ถูกบังคับปิดสถานะในวันเดียว รวมขาดทุนจากการล้างพอร์ตสูงถึง 573.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,376 พันล้านวอน โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มไบแนนซ์(Binance) มีรายการล้างพอร์ตในคู่ ETH/USDT มูลค่าถึง 11.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
บรรดานักวิเคราะห์ตลาดเห็นพ้องกันว่า มาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์จุดชนวนความตึงเครียดทางการค้าอีกครั้ง ซึ่งอาจกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและกระตุ้นความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้ ราคาบิตคอยน์กำลังเผชิญ ‘จุดเปลี่ยน’ บริเวณแนวรับ 80,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่แรงกดดันจากการใช้เลเวอเรจอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ
โจอาว เวดสัน(Joao Wedson) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอัลฟรัคทัล(Alphractal) ให้ *ความคิดเห็น* ว่า “แนวต้านสำคัญที่ระดับ 80,000 ดอลลาร์มีการรวมตัวของเลเวอเรจไว้มาก หากระดับนี้หลุด มีความเป็นไปได้ที่ราคาจะปรับฐานต่อเนื่องไปยังแนว 64,000 ถึง 65,000 ดอลลาร์”
แม้บางฝ่ายเริ่มคาดการณ์ว่า อาจมีการรีบาวด์ในระยะสั้นหากราคาลงต่ำเกินพื้นฐาน แต่โดยรวมแล้ว ท่าทีของตลาดยังคงระมัดระวังอย่างสูง หลังจากเกิดการล้างพอร์ตขนาดใหญ่ มูลค่ารวมของสถานะคงค้าง (Open Interest) ในตลาดอนุพันธ์คริปโตลดลงต่ำกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ฯ สะท้อนว่า ‘เลเวอเรจ’ ในระบบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ต้องติดตามว่าความผันผวนในตลาดจะยุติลงเมื่อใด
*ความคิดเห็น* จากนักวิเคราะห์หลายรายเตือนว่า นโยบายด้านการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้สร้างแค่แรงกดดันต่อหุ้นสหรัฐเท่านั้น แต่ยังเพิ่ม ‘ความไม่แน่นอน’ ให้กับตลาดคริปโตด้วย ทำให้แนวโน้มในระยะสั้นอาจยังคงผันผวน คำแนะนำที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในตอนนี้คือ การจับตาปัจจัยมหภาค ภาวะนโยบายการเงิน และความเคลื่อนไหวต่อมาตรการภาษีเพิ่มเติม มากกว่าการไล่ราคาจังหวะรีบาวด์
ในช่วงเวลาหลายสัปดาห์ข้างหน้า นักลงทุนคริปโตอาจต้องยุติยุค ‘แฟนซี’ แห่งกำไรสูง และกลับมาสู่กลยุทธ์ที่ระมัดระวังมากขึ้นในการรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็วนี้
ความคิดเห็น 0