ทิศทางนโยบายคริปโตของสหรัฐฯ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในเวลาเพียง 5 ปี โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือ ‘การเมือง’ จากเดิมที่วงการการเงินและนักการเมืองแทบไม่เหลียวแล คริปโตกลับกลายมาเป็นหัวใจสำคัญในแวดวงรัฐบาล สภาคองเกรส และการรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดี โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ที่ได้เปิดตัวเหรียญมีมของตัวเอง พร้อมประกาศจะใช้โทเคนยูทิลิตี้สำหรับแพลตฟอร์มโซเชียล ขณะเดียวกัน สภาคองเกรสสหรัฐฯ ก็มีมติเห็นชอบผ่านกฎหมายกำกับดูแล *สเตเบิลคอยน์* ฉบับแรก ด้วยเสียงสนับสนุนจากทั้งสองพรรค ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการ
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยใช้แนวนโยบายเข้มข้น โดยผลักดัน *กฎการเดินทาง (Travel Rule)* ขององค์กรต่อต้านการฟอกเงิน *(FATF)* เพื่อรักษาอำนาจในระบบการเงินโลกและปกป้องบทบาทของดอลลาร์ แต่แนวคิดเริ่มเปลี่ยนเมื่อ *สเตเบิลคอยน์* ถูกมองว่าอาจเป็นเครื่องมือใหม่ในการขยายอิทธิพลของดอลลาร์ไปทั่วโลก จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2023 ผู้พิพากษาเนโอมิ 라오 ของศาลอุทธรณ์กลางตัดสินว่าการที่ *คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC)* ปฏิเสธการอนุมัติ *ETF* ของ *เกรย์สเกล* เป็นการตัดสินใจที่ขาดเหตุผล ส่งผลให้แนวโน้มในภาครัฐเริ่มกลับทิศ และตามมาด้วยการอนุมัติ *ETF บิตคอยน์แบบสปอต* ของ *แบล็คร็อก* (BlackRock) ในปี 2024 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ตลาดอย่างจริงจังของสถาบันการเงิน
อัตราการถือครองคริปโตในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 21% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ส่งผลให้คริปโตกลายเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งธนาคาร บิ๊กเทค และนักลงทุนรายย่อย ความนิยมเหล่านี้เมื่อหลอมรวมกับการกลับมาของทรัมป์ ได้สร้างภาพของ ‘รัฐบาลสายคริปโต’ ภายใต้แบรนด์ ‘USS MAGA’ ที่เดินทางเข้าวอชิงตันอย่างเต็มรูปแบบ
แต่การยึดโยงคริปโตกับการเมืองก็ไม่ได้ไร้ความเสี่ยง ฝ่ายที่เคยแข็งกร้าว เช่น *เอลิซาเบธ วอร์เรน* วุฒิสมาชิกชื่อดัง ก็อาจกลับมามีบทบาทอีกครั้ง พร้อมกับข้อเสนอด้าน *ภาษี-กฎหมาย-ระเบียบ* ที่เข้มงวด หากฝ่ายของเธอได้รับอำนาจ วอร์เรนได้เปิดฉากโจมตีแนวนโยบายคริปโตของทรัมป์, แพลตฟอร์มของอีลอน มัสก์(Elon Musk) และแม้แต่เรื่องเครื่องบินส่วนตัวจากกาตาร์ โดยมองทั้งเครือข่ายเป็นสัญลักษณ์ของ *การคอร์รัปชัน*
ขณะที่ฝั่งสนับสนุนคริปโต ก็กำลังเร่งเดินเกมเชิงรุกด้วยนโยบายสุดล้ำ เช่น *การนำบิตคอยน์สำรองเข้ารัฐ*, *เปิดบัญชีคริปโตสำหรับแรกเกิด*, หรือ *การนำสินทรัพย์สาธารณะค้ำประกันพันธบัตรรัฐบาล* พร้อมกับเสนอแนวทางหลุดพ้นจากหนี้สินผ่านการเติบโตทางเศรษฐกิจตามแนวคิดของทรัมป์ โดยมีสมมติฐานว่าเมื่อดอลลาร์เข้าสู่ภาวะวิกฤต *ราคาบิตคอยน์อาจแตะระดับหลักล้านดอลลาร์*
ในต่างประเทศ ความเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบก็ไม่น้อยหน้า ที่สหราชอาณาจักร มีการเสนอให้ธุรกรรมคริปโตมูลค่าเกิน *300 ปอนด์ (ประมาณ 54,000 บาท)* ต้องรายงานต่อรัฐ ขณะที่สหภาพยุโรป แม้จะผลักดันการอนุญาตให้เปิดบริการได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้ *กฎ MiCA* แต่ก็วางเงื่อนไขและข้อกำหนดที่เข้มข้น ญี่ปุ่นและเกาหลียังคงยึดแนวทางอนุรักษนิยม โดยเน้น *การวิจัยสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง(CBDC)* และ *การคุ้มครองผู้บริโภค* โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ กฎหมายว่าด้วย *การทำให้สเตเบิลคอยน์ถูกกฎหมาย* กำลังถูกถกเถียงอย่างเข้มข้นระหว่างรัฐสภาและธนาคารกลาง โดยมีข้อเสนอให้ลดเงินทุนขั้นต่ำเหลือเพียง *ประมาณ 5 พันล้านวอน (ราว 36.5 ล้านบาท)* แต่ก็เผชิญแรงต้านจากฝั่งธนาคารกลาง
ประเทศกลุ่มนอกกระแสอย่างจีนและรัสเซียมีท่าทีแบบสองด้าน แม้จะเล็งเห็นประโยชน์ของ *บล็อกเชนต่ออำนาจการเงินโลก* แต่ก็ยังกังวลว่าอาจสูญเสีย *อธิปไตยทางการเงินภายใน* จีนได้สั่งห้ามครอบครองบิตคอยน์โดยสิ้นเชิง และเดินหน้าใช้ *เงินหยวนดิจิทัล* จนมีผู้ใช้งานทะลุ *180 ล้านคน* ด้านรัสเซียได้ทำให้การขุดคริปโตถูกกฎหมาย พร้อมนำบิตคอยน์ไปใช้เป็นเครื่องมือ *หลบเลี่ยงการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ* รวมถึงใช้พลังงานเป็นฐานสร้างรายได้จากคริปโตระดับ *หลายพันล้านดอลลาร์*
ในทางกลับกัน ประเทศขนาดเล็กที่หวังใช้คริปโตเป็นเครื่องมือยกระดับสถานะ เช่น เอลซัลวาดอร์ ก็กำลังทดลองแนวทางใหม่ ๆ อย่างจริงจัง ประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล ใช้ *บิตคอยน์เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย*, *ขุดด้วยพลังงานภูเขาไฟ*, และมีสำรองบิตคอยน์เกิน *6,000 BTC* พร้อมเดินหน้าโครงการร่วมกับ *เทเธอร์* ในปี 2025 เพื่อวางรากฐานระบบการเงินดิจิทัลของประเทศ ในขณะเดียวกัน ประเทศเล็กอื่น ๆ อย่างภูฏานก็มีการสะสม *บิตคอยน์ลับ ๆ มูลค่ากว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท)* ส่วนปากีสถานและอาร์เจนตินาก็เริ่มมองหาการนำคริปโตมาใช้บริหารเศรษฐกิจประเทศ
ในขณะที่หลายประเทศใช้นโยบายจำกัดเพื่อรักษาระดับความเสี่ยง รัฐที่กล้าเปิดรับนวัตกรรมกลับเลือกใช้ทางเลือกใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่า คำถามที่จะตัดสินแนวโน้ม 5 ปีนับจากนี้คือ รัฐจะสามารถนำคริปโตมาใช้ในฐานะ ‘สินทรัพย์ยุทธศาสตร์’ ได้มากน้อยแค่ไหน และจะสามารถควบคุมทิศทางตนเองได้แค่ไหนในโลกที่กำลังเข้าสู่ความ ‘หลายขั้ว’ อย่างรวดเร็ว
ความคิดเห็น 0