กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เตรียมตัดสินคดี ‘แฮชแฟลร์(HashFlare)’ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น *การหลอกลวงการลงทุนคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์* โดยมีจำเลยสองรายคือ เซอร์เกย์ โพตาเพนโก(Sergei Potapenko) และอีวาน ทูรอยกิน(Ivan Turõgin) ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการดังกล่าว ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนที่ขัดแย้งกันอย่างเข้มข้นก่อนการพิจารณาคดีขั้นสุดท้าย
ทนายของจำเลยแถลงว่า ทั้งสองได้ถูกควบคุมตัวนานพอสมควรแล้ว และยินดี*ชดเชยความเสียหายด้วยการคืนทรัพย์สิน*ให้ผู้เสียหาย ขณะที่อัยการสหรัฐฯ ยืนยันว่า *โครงการนี้คือแผนการแชร์ลูกโซ่(Ponzi scheme)* มูลค่ามหาศาลกว่า **577 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8,020 ล้านบาท)** และเห็นควรว่าศาลควรพิพากษาจำคุกไม่ต่ำกว่า 10 ปีตามขนาดและความร้ายแรงของคดี
ศาลแขวงของสหรัฐอเมริกาในเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน มีกำหนดนัดตัดสินโทษในวันที่ 14 สิงหาคม โดยทั้งโพตาเพนโกและทูรอยกินถูกกล่าวหาว่าดำเนินธุรกิจเหมืองคริปโตปลอมในชื่อ *แฮชแฟลร์* ตั้งแต่ปี 2015 จนถึงปี 2019 หลอกนักลงทุนราว **440,000 ราย** ให้ซื้อสัญญาเหมืองคริปโตแบบคลาวด์ รวมมูลค่าเกือบ **577 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8,020 ล้านบาท)** โดยใช้รูปแบบการคืนผลตอบแทนจากเงินของนักลงทุนใหม่ ให้แก่นักลงทุนเก่า ซึ่งเป็นรูปแบบหลักของการแชร์ลูกโซ่
ทั้งสองถูกจับกุมในเอสโตเนียเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 และถูกคุมขังเป็นเวลา 16 เดือน ก่อนถูกส่งผู้ร้ายข้ามแดนมายังสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม 2024 ซึ่งในเวลานั้นทั้งคู่ได้ยอมรับข้อกล่าวหาร่วมกันวางแผนการฉ้อโกงผ่านระบบสื่อสาร และในปัจจุบันอยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างรอคำพิพากษา
ทีมกฎหมายของจำเลยแถลงในเอกสารการขอลดโทษว่า ช่วงเวลาที่ถูกขังในเอสโตเนียประกอบกับความร่วมมือและคำรับสารภาพ ควรนำมาพิจารณาเพื่อลดโทษ พร้อมย้ำว่า *ความเสียหายที่แท้จริงอาจต่ำกว่าตัวเลขของอัยการ* โดยอ้างว่ามีนักลงทุนเพียง **390,000 ราย** ที่ลงทุนรวมกัน **487 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6,774 ล้านบาท)** ขณะที่เพียงช่วงหนึ่งของการดำเนินการ นักลงทุนสามารถถอนคริปโตออกไปได้เกิน **2,300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 31,970 ล้านบาท)** ทำให้บางรายอาจได้กำไรจากการขึ้นของราคาคริปโตในช่วงนั้น
จำเลยยังระบุว่า ได้ตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ว่าจะยินยอมให้ยึดทรัพย์กว่า **400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,560 ล้านบาท)** ซึ่งคาดว่าจะมากพอในการ *ชดเชยความเสียหายให้กับเหยื่อทั้งหมด* จึงยืนกรานว่าการจำคุกเป็นเวลานานไม่ใช่แนวทางยุติธรรม
ในทางตรงข้าม ฝั่งอัยการชี้ในเอกสารว่าคดีนี้คือ *“อาชญากรรมที่มีความร้ายแรงระดับวิกฤต”* และตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า จำเลยได้นำเงินดังกล่าวไปใช้ในชีวิตหรูหรา โดยยืนยันว่า *ความเสียหายจริงอาจไม่ต่ำกว่า 300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,170 ล้านบาท)* ทั้งยังเน้นว่าคดีนี้เป็น *กรณีฉ้อโกงคริปโตขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา* และควรมีบทลงโทษขั้นต่ำ 10 ปีเพื่อส่งสัญญาณถึงความไม่ยอมรับการอาชญากรรมในอุตสาหกรรมนี้
เหตุการณ์แฮชแฟลร์ถือเป็นบทเรียนสำคัญของวงการคริปโต โดยแสดงให้เห็นถึงช่องว่างในการกำกับดูแลที่เปิดโอกาสให้แพลตฟอร์มลงทุนหลอกลวงระดมทุนจำนวนมหาศาลโดยไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ *ความคิดเห็น: คำตัดสินในครั้งนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่จะกำหนดทิศทางกฎระเบียบในตลาดคริปโตต่อไปในอนาคต*
ความคิดเห็น 0