Web3 ด้านปัญญาประดิษฐ์แบบกระจายศูนย์ หรือ ‘AI แบบกระจายศูนย์’ กำลังเผชิญความสับสนอย่างรุนแรงในแนวทางการพัฒนาในปัจจุบัน แม้ในอุดมคติ Web3 จะเป็นแนวคิดที่เป็นอิสระจากบล็อกเชน แต่ดูเหมือนว่าทิศทางในปัจจุบันได้หล่อหลอมให้เข้าใจผิดว่าโปรเจกต์ AI แบบกระจายศูนย์ควรพัฒนาบน *บล็อกเชน* เท่านั้น ส่งผลให้ผู้พัฒนาต้องปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับเฟรมเวิร์คของบล็อกเชนเพื่อให้ได้การสนับสนุนจากนักลงทุนและชุมชน ซึ่งแนวโน้มนี้กลับขัดขวางการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น
แนวคิด Web3 นั้นเริ่มต้นจากอุดมการณ์ไซเบอร์พังก์ ที่เน้นเรื่อง ‘ไม่ต้องมีตัวกลาง’, ‘เข้าถึงโดยไม่ต้องขออนุญาต’, ‘ต้านทานการเซ็นเซอร์’ และ ‘การเป็นเจ้าของของผู้ใช้’ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เทคโนโลยีอย่าง BitTorrent, Tor และ IPFS ที่แม้ไม่มีบล็อกเชน ก็ถือเป็น Web3 อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ในโลกของ AI บน Web3 ปัจจุบันกลับตีค่าความสำเร็จของโปรเจกต์จากจำนวนโทเคนที่ออก หรือการมีระบบ *on-chain* มากกว่าคุณค่าทางเทคโนโลยีของตัวระบบ
ตัวอย่างเช่น ระบบ *เฟเดอเรเต็ดเลิร์นนิง* (Federated Learning) ซึ่งอนุญาตให้หลายโหนดฝึกโมเดล AI ร่วมกันโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของ AI แบบกระจายศูนย์ที่แท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งโทเคนหรือบล็อกเชนเลย แม้บล็อกเชนจะมีประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เช่น การจ่ายเงินระหว่างเอเจนต์ AI, ระบบชื่อเสียงบนฐานคริปโต หรือแรงจูงใจในการฝึกโมเดลร่วมกัน แต่โดยรวมแล้วการนำบล็อกเชนเข้ามาผูกโดยไม่จำเป็นจะเพิ่มทั้งความยุ่งยากและต้นทุนอย่างมาก
ที่มาของแนวโน้มบล็อกเชนเป็นศูนย์กลางนี้มักมาจากแรงจูงใจทางการเงิน โปรเจกต์ที่ไม่มีบล็อกเชนมักไม่ได้รับการนับว่าเป็น ‘Web3 แท้’ ส่งผลให้ถูกกีดกันจากแหล่งทุนหรือระบบนิเวศขนาดใหญ่ หลายบริษัทร่วมลงทุนถึงขั้นระบุอย่างชัดเจนว่าต้องมีการเชื่อมโยงกับบล็อกเชนจึงจะเข้าข่ายลงทุนได้ พฤติกรรมเช่นนี้กำลังกัดกินอุดมการณ์ของ Web3 เรื่อง *ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง* และกีดกันทางเลือกเชิงเทคโนโลยีที่หลากหลาย
ทุกวันนี้องค์ประกอบของ Web3 AI สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 มิติชัดเจน ได้แก่ ‘AI แบบกระจายศูนย์’ ซึ่งอาศัยเทคโนโลยีอย่างคอมพิวติ้งแบบกระจาย, P2P, เอดจ์คอมพิวติ้ง และไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งบล็อกเชน ‘AI บนฐานคริปโต’ ซึ่งเน้นโครงสร้างการให้รางวัลด้วยโทเคน การยืนยันด้วยคริปโต และการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล และสุดท้ายคือ ‘AI ในแนวคิด Web3’ ซึ่งเน้นโครงสร้างการตัดสินใจแบบรวมหมู่, นวัตกรรมแบบเปิด, และการมีส่วนร่วมของชุมชน
ทั้งสามสามารถผสานกันได้แต่ไม่จำเป็นต้องรวมเป็นหนึ่ง การเลือกใช้เทคโนโลยีควรอยู่ที่ ‘สิ่งที่เหมาะสมกับปัญหา’ ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขตายตัว เช่น แพลตฟอร์ม AI แบบกระจายศูนย์บางแห่งสามารถรักษาความเป็นส่วนตัวโดยไม่ต้องใช้บล็อกเชน และสามารถสร้างระบบยืนยันบนชื่อเสียงได้โดยไม่ต้องมีสมาร์ตคอนแทรกต์ ‘บล็อกเชนควรเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ข้อบังคับ’
เพื่อให้เกิด AI แบบกระจายศูนย์ที่แท้จริง แนวคิดด้าน ‘ความหลากหลายของเทคโนโลยี’ จึงต้องได้รับการยอมรับ โปรเจกต์ที่จะครองโลกในอีก 10 ปีข้างหน้าไม่ใช่โปรเจกต์ที่ปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานเดิมของระบบนิเวศ แต่เป็นทีมพัฒนาที่เลือกโครงสร้างให้ ‘เหมาะกับโจทย์’ ของตนเท่านั้น และระบบนิเวศ Web3 ต้องเปิดโอกาสแก่โปรเจกต์ที่เน้นการกระจายความเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง แม้ไม่ได้ใช้โครงสร้างบล็อกเชนก็ตาม
วันนี้มีระบบ AI แบบกระจายศูนย์ที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้อยู่ใน โลกคริปโต แต่กำลังทำงานอยู่ เช่น Prime Intellect ซึ่งฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในรูปแบบกระจายศูนย์, โปรเจกต์ NANDA ของ MIT ที่พัฒนาอินเทอร์เน็ตแบบกระจายอำนาจด้วยเอเยนต์อัตโนมัติ, รวมถึงองค์กรไม่แสวงหากำไรอย่าง LAION ที่ขับเคลื่อนการวิจัย AI แบบโอเพนซอร์ซเพื่อประชาชน ทั้งหมดนี้ไม่มีโทเคน ไม่มีเครือข่ายบล็อกเชน แต่สะท้อนอุดมการณ์ Web3 อย่างแท้จริง
ในอีกด้านหนึ่ง ระบบนิเวศ Web3 เองก็เริ่มปรับมุมมองด้วยการใช้บล็อกเชนในฐานะ ‘เครื่องมือ’ ตัวอย่างเช่น Numerai ที่ใช้โทเคนให้รางวัลตามผลงานของสมาชิก, Torus Network ที่แบ่งสัดส่วนมูลค่าเครือข่ายให้กับผู้มีส่วนร่วม และ Render Network ที่สร้างระบบเรนเดอร์ระดับโลกด้วยการชำระเงินด้วยโทเคน ทุกโปรเจกต์เหล่านี้ต่างใช้บล็อกเชนในทางที่เหมาะสม
สิ่งที่ขวางกั้น AI แบบกระจายศูนย์ ณ ตอนนี้คือ *แนวคิดบล็อกเชนต้องมาก่อน* ซึ่งเป็นข้อจำกัดใหญ่หลวงในยุคที่ AI กลายเป็นศูนย์กลางและทรงพลัง หากแนวทางการพัฒนาในระบบนิเวศยังยึดติดกับบล็อกเชนเป็นเงื่อนไขเดียว นวัตกรรมย่อมถูกควบคุมด้วยความเข้าใจที่ผิดไปจากจุดเริ่มต้น
วันนี้คือจุดเปลี่ยนของ Web3 AI — จะดำรงอยู่ในกรอบของบล็อกเชน หรือจะปลดปล่อยศักยภาพด้วยการยอมรับความหลากหลายทางเทคโนโลยี ‘เทคโนโลยีพร้อมแล้ว เหลือเพียงเจตจำนงของระบบนิเวศ’ ใครที่กล้าคว้าโอกาส ณ จุดเปลี่ยนนี้ จะกลายเป็นผู้นำของยุคหน้า.
ความคิดเห็น 0